กลับไปที่รายการ โพสต์ใหม่

‘โมโลตอฟค็อกเทล’ อาวุธลับฟินแลนด์

แก้ไขล่าสุด tongmen_261 เมื่อ 13-10-2009 13:23

แม้รัสเซียจะมีจำนวนรถถังมากกว่าถึง 200 เท่า และกำลังทหารมากกว่าถึง 4 เท่า แต่ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่าเมื่อเผชิญหน้ากับอาวุธลับของฟินแลนด์ที่ รู้จักกันในชื่อ "โมโลตอฟค็อกเทล"


  

               เดือนสิงหาคม 1939 เยอรมันและรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาให้ความช่วยเหลือและจะไม่รุกรานกัน (Molotov-Ribbentrop Pact) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปรกติที่มิตรประเทศพึงกระทำต่อกัน หากแต่ในภายหลังปรากฏว่าสนธิสัญญาฉบับนี้มีข้อตกลงลับในการขยายอิทธิพลของตน ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือจะว่าไปแล้วคือการตกลงกันแบ่งเค้กเข้ายึดครองประเทศต่างๆในซีกตะวันออก ของทวีปยุโรปนั่นเอง


         เยอรมันและรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาให้ความช่วยเหลือและจะไม่รุกรานกัน (Molotov-Ribbentrop Pact)                  
            
               เดือนกันยายน 1939 กองทัพนาซีบุกประเทศโปแลนด์ เปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่กองทัพรัสเซียเคลื่อนพลโจมตีทางทิศตะวันออกจนโปแลนด์พ่ายแพ้กระเจิง ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และถูกแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วนโดยเยอรมันและรัสเซีย

               หลังจากนั้นรัสเซียยื่นข้อเสนอให้กับฟินแลนด์ โดยขอให้ร่นเขตพรมแดนในแนวที่ติดกับรัสเซียไปเป็นระยะทาง 25 กม. และขอเช่าพื้นที่บริเวณคาบสมุทรฮันโก (Hanko Peninsula) เพื่อใช้ทำฐานทัพเรือเป็นเวลา 30 ปี โดยรัสเซียจะยอมยกดินแดนบริเวณเมืองคารีไลอา (Karelia) ซึ่งมีพื้นที่มากกว่าดินแดนที่ขอให้ฟินแลนด์ถอยร่นไปถึง 2 เท่า


               ข้อเสนอของรัสเซียดูเหมือนจะน่าสนใจ แต่ฟินแลนด์เปรียบเปรยว่ารัสเซียจะเอาขี้ดิน 2 ปอนด์มาขอแลกกับทองคำ 1 ปอนด์ เมื่อขอกันดีๆไม่ยอมให้ก็ต้องใช้เล่ห์ รัสเซียยิงปืนใหญ่เข้าใส่หมู่บ้านชายแดนของตนเองแล้วกล่าวโทษว่าทหาร ฟินแลนด์เป็นคนยิง

                โดยอาศัยเหตุการณ์นี้เป็นข้ออ้าง รัสเซียเคลื่อนกำลังพล 630,000 นายพร้อมเครื่องบินรบและรถถังหลายพันคันเข้าโจมตีฟินแลนด์ในเดือนพฤศจิกายน 1939 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "สงครามฤดูหนาว" (Winter War)


  

ระเบิดแด่ผู้หิวโหย

                วันที่ 30 พฤศจิกายน 1939 กองทัพอากาศรัสเซียส่งฝูงบิน 200 ลำบุกเข้าทิ้งโคตรระเบิด RRAB-3 ระเบิดขนาดยาว 2.25 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ซึ่งภายในบรรจุลูกระเบิดขนาดเล็ก 60 ลูกโจมตี 16 เมืองสำคัญๆทางตอนใต้ของฟินแลนด์

               ระเบิด RRAB-3 ถูกออกแบบให้มีใบพักที่ส่วนหาง ซึ่งใบพัดนี้จะควงไปตามกระแสลมเมื่อระเบิดถูกทิ้งออกจากเครื่องบิน เมื่อมันหมุนครบจำนวนรอบที่ตั้งเอาไว้ฝาด้านข้างของลูกระเบิดจะเปิดออกปล่อย ระเบิดเพลิงลูกเล็กๆ 60 ลูกออกมาใส่บ้านเรือนที่อยู่อาศัยเป็นการบีบบังคับให้ฟินแลนด์ยอมแพ้โดยเร็ว

      
                         โคตรระเบิด RRAB-3

                สหรัฐส่งสารถึงรัสเซีย ประณามการโจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือน แต่สมัยนั้นยังไม่มี CNN มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ยืนยันได้ว่ารัสเซียทิ้งระเบิดใส่บ้านเรือนใน ฟินแลนด์จริง วยาเชสเลฟ โมโลตอฟ (Vyacheslav Molotov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่านานาประเทศเข้าใจผิด รัสเซียไม่ได้รุกรานฟินแลนด์ ในทางตรงกันข้ามรัสเซียนำเสบียงอาหารไปทิ้งให้กับประชาชนชาวฟินแลนด์ผู้หิว โหย ส่วนภาพถ่ายบ้านเรือนลุกเป็นไฟที่เห็นในข่าวนั้นเป็นภาพเก่าตั้งแต่สมัย สงครามโลกครั้งที่ 1

         
                                วยาเชสเลฟ โมโลตอฟ (Vyacheslav Molotov)

              ด้วยเหตุนี้เองชาวฟินแลนด์จึงเรียกโคตรระเบิด RRAB-3 ของรัสเซียว่า "ตะกร้าอาหารของโมโลตอฟ" (Molotov Bread Basket) ส่วนทหารที่เคลื่อนกำลังพลเข้าไปในฟินแลนด์นั้น รัสเซียอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือปลดปล่อยชาวฟินแลนด์จากรัฐบาลที่ปกครองโดยไม่ ชอบธรรม

              กองกำลังของฟินแลนด์มีเพียง 250,000 นาย แต่ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคืออาวุธยุทโธปกรณ์นั้นด้อยกว่ารัสเซียหลายร้อยเท่า ตัว รถถังหลายพันคันที่รุกคืบหน้าเข้ามาสามารถบดขยี้เมืองต่างๆให้ราบเป็นหน้า กลองได้ไม่ยาก แต่ยังโชคดีที่ชาวฟินแลนด์เรียนรู้การต่อสู้กับอาวุธหนักจากสงครามกลางเมือง ในสเปน (Spanish Civil War) ที่เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ปี
1

จำนวนคะแนน

  • gorpor

TOP 
แบ่งปัน    


Leave no man behied

แก้ไขล่าสุด tongmen_261 เมื่อ 13-10-2009 13:24

เรียนรู้จากประวัติศาสตร์

             เดือนกันยายน 1936 กองทัพฟาสซิสต์ของฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) เคลื่อนพลเข้าประชิดเมืองมาดริด (Madrid) ในประเทศสเปน ในขณะที่กองกำลังของฝ่ายรัฐบาลส่งรถถัง T-26 และ T-28 ซึ่งผลิตโดยรัสเซียเข้าต้าน แม้ฝ่ายฟรานซิสโกจะได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากอดอฟ ฮิตเลอร์ และเบนิโต มุสโสลินี แต่พวกเขาก็ไม่มีอาวุธต่อสู้รถถัง

           
                            ฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco)

             ทหารราบกองทัพฟาสซิสต์จึงประดิษฐ์อาวุธต่อสู้รถถังแบบทำเองขึ้นมา โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุใส่ขวดแก้วแล้วอุดปากขวดด้วยผ้าชุบน้ำมันเป็น ชนวน การใช้งานก็ทำง่ายๆแค่จุดชนวนแล้วขว้างเข้าใส่รถถัง

            

             ผลลัพธ์นั้นได้ผลเกินคาด กองทัพฟาสซิสต์ของฟรานซิสโกสามารถทำลายรถถังได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เนื่องจากรถถังในสมัยนั้นยังใช้น้ำมันเบนซินซึ่งติดไฟง่ายเป็นเชื้อเพลิง อีกทั้งรถถัง T-26 และ T-28 ถูกออกแบบมาให้มีถังน้ำมันอยู่ตอนบนของตัวรถเพื่อความสะดวกในการเติมน้ำมัน

            

              อย่างไรก็ตาม แม้ตัวรถถังจะไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆด้วยระเบิดเพลิงทำเองก็ตาม แต่อย่างน้อยเปลวเพลิงที่ลุกไหม้บนตัวรถถังทำให้เกิดความร้อนสูงสร้างความ เสียหายให้กับเครื่องยนต์และสร้างก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งมันจะถูกดูดซึมเข้าไปในระบบระบายอากาศทำอันตรายต่อบุคคลที่อยู่ภายในตัว รถถัง

              ชาวฟินแลนด์เรียนรู้การต่อสู้กับรถถังจากชัยชนะของกองทัพฟาสซิสต์ในครั้ง นั้น พวกเขาจึงนำวิธีเดียวกันนี้มาใช้ต่อสู้กับรถถังของกองทัพรัสเซีย โดยใช้ขวดใส่เหล้าทำระเบิดเพลิงรุ่นแรกๆและตั้งชื่อว่า "โมโลตอฟค็อกเทล" (Molotov Cocktail) ซึ่งเป็นการล้อเลียน "ตะกร้าอาหารของโมโลตอฟ" หมายถึงหากวยาเชสเลฟ โมโลตอฟ เรียกโคตรระเบิด RRAB-3 ว่าเป็นตะกร้าอาหาร ระเบิดเพลิงของชาวฟินแลนด์ก็คือสุราที่ใช้กินร่วมกับอาหารของโมโลตอฟนั่นเอง

อาวุธลับฟินแลนด์

              หลังจากที่รัสเซียแสดงทีท่าว่าจะรุกราน ฟินแลนด์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจทำการสั่งซื้ออาวุธต่อสู้รถถังจำนวนมากจากสวีเดน หากแต่การส่งมอบอาวุธจะทำได้หลังจากสั่งซื้อ 6 เดือน อีกทั้งขณะนี้รัสเซียได้ยึดเส้นทางขนส่งระหว่างฟินแลนด์และสวีเดนเอาไว้แล้ว ส่วนปืนครกและระเบิดมือที่มีอยู่ไม่สามารถทำอันตรายต่อรถถังรัสเซียได้ ฟินแลนด์จำเป็นต้องเร่งหาวิธีการอื่นในการหยุดยั้งกองทัพรถถัง

             ร้อยเอกอีโร คุยติเนน (Eero Kuitinen) ได้รับมอบหมายให้ค้นหากลยุทธ์ต่อสู้กับรถถัง ด้วยเวลาที่จำกัดและงบประมาณอันน้อยนิด อีโรเสนอแผนการใช้ระเบิดเพลิงโดยการพิมพ์ใบปลิวอธิบายวิธีการผลิตระเบิด เพลิงส่งกระจายไปตามหมู่บ้านต่างๆทั่วฟินแลนด์

             ในใบปลิวดังกล่าวระบุวิธีการผลิตเป็นขั้นตอนตั้งแต่การเลือกใช้ขวดมีปริมาณ บรรจุมากพอจะสร้างความเสียหายให้กับรถถังในขณะที่มีขนาดเหมาะมือ วัตถุชนิดใดบ้างที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงและจะต้องบรรจุใส่ขวดมาก -น้อยแค่ไหน เต็มขวดหรือครึ่งขวด จะใช้วัสดุชนิดใดทำชนวนและต้องมีความยาวเท่าไร หลังจากจุดชนวนแล้วผู้ใช้มีเวลาในการขว้างเข้าใส่รถถังภายในกี่นาที และคำแนะนำสุดท้ายคือตำแหน่งจุดอ่อนของรถถังรัสเซีย

                     

             รถบรรทุกจำนวนมากถูกส่งไปยังศูนย์บัญชาการทหารในชายแดนฟินแลนด์ ภายในรถบรรทุกอัดแน่นไปด้วยลังไม้ที่ด้านบนพิมพ์คำว่า "TOP SECRET" ทหารหลายคนประหลาดใจเมื่อเปิดลังเหล่านั้นออกมาแล้วพบว่าภายในลังมีแต่เพียง ขวดบรรจุของเหลวมีเศษผ้าห้อยออกมาจากปากขวด

             จากการต่อสู้กับรถถังด้วยระเบิดในวันแรกพิสูจน์ได้ว่าโมโลตอฟค็อกเทลมี ประสิทธิภาพสูงเกินกว่าที่คาดหมาย กองทัพประชาชนฟินแลนด์สามารถทำลายรถถังได้อย่างน้อย 40 คัน หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถถังถูกทำลายอย่างง่ายดายก็เนื่องจากรถถังส่วนใหญ่ รุกคืบนำหน้าหน่วยทหารราบทำให้ไม่มีหน่วยคุ้มกันการลอบโจมตี ทหารฟินแลนด์สามารถเข้าใกล้ตัวรถถังจนถึงระยะที่จะขว้างระเบิดเพลิงเข้าใส่ ได้


            

อุตสาหกรรมระเบิดเพลิง

             อย่างไรก็ตาม ฟินแลนด์ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าประชาชนจะผลิตระเบิดเพลิงได้มากพอที่จะทำลาย รถถังนับพันนับหมื่นคันที่กำลังรุกคืบหน้าเข้ามา อีกทั้งระเบิดเพลิงทำเองนั้นอาจทำอันตรายต่อตัวผู้ใช้และก่อนใช้งานจะต้อง ใช้ไฟแช็คหรือไม้ขีดไฟจุดชนวน ผู้ใช้ต้องอยู่นิ่งๆชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ตกเป็นเป้ากระสุนได้โดยง่าย

             ดังนั้น ทางกองทัพจึงคิดค้นพัฒนาระเบิดเพลิงเพิ่มส่วนผสมทำให้ไวไฟมากขึ้น ยกเลิกการใช้ชนวนผ้าชุบน้ำมัน เปลี่ยนมาใช้ประกบด้านข้างขวดด้วยหลอดแก้วบรรจุกรดซัลฟูริคซึ่งจะทำ ปฏิกิริยาทันทีที่หลอดแก้วแตกและสัมผัสอากาศ

              กองทัพฟินแลนด์ดัดแปลงโรงงานกลั่นสุราอัลโก้ (Alko) ซึ่งเป็นโรงงานกลั่นสุราผูกขาดแห่งเดียวในประเทศมาเป็นโรงงานผลิตโมโลตอ ฟค็อกเทล ด้วยกำลังคนงานหญิง 87 คน และคนงานชาย 5 คน โรงงานกลั่นสุราอัลโก้สามารถผลิตโมโลตอฟค็อกเทลมากกว่า 500,000 ขวด ทำลายรถถังรัสเซียมากกว่า 350 คันตลอด 113 วันในสงครามฤดูหนาว

              โมโลตอฟค็อกเทลเป็นหนึ่งในอาวุธลับที่ทำให้ฟินแลนด์สามารถเอาชนะกองทัพรัส เซียที่มีกำลังพลมากกว่าหลายร้อยเท่าตัว จากชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกรู้จักพิษสงของอาวุธทำเอง หลังจากรัสเซียพ่ายแพ้ในสงครามฤดูหนาวประเทศมหาอำนาจได้มีการปรับปรุงพัฒนา รถถังให้มีตัวถังหลายชั้น แต่ละชั้นใช้วัสดุที่แตกต่างกัน วัสดุที่ใช้ในห้องเครื่องยนต์ล้วนแต่มีจุดหลอมเหลวสูงกว่าจุดติดไฟของน้ำมัน ดังนั้น เราจะไม่สามารถทำลายรถถังในปัจจุบันด้วยโมโลตอฟค็อกเทลได้

            

              ชื่อโมโลตอฟค็อกเทลจึงไม่ใช่การยกย่องวยาเชสเลฟ โมโลตอฟ อย่างที่บางคนเข้าใจ ในทางตรงกันข้ามมันเป็นการประชดประชันการแถลงข่าวบิดเบือนของวยาเชสเลฟ โมโลตอฟ ตั้งแต่สงครามฤดูหนาวเป็นต้นมา คนทั่วโลกก็เรียกระเบิดเพลิงทำเองว่า "โมโลตอฟค็อกเทล"

ที่มา : คอลัมน์
          ร้ายสาระ
         จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ สุขสัปดาห์
         ปีที่ 4 ฉบับที่ 204 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2009
         โดย ศิลป์ อิศเรศ
TOP 
   


Leave no man behied

TOP

โอววววว.....

ความรู้อีกแว้ววววววว
TOP 
   

NULL

TOP

อ่านแล้ว เด็ก ๆ อย่าเอาไปทำเล่นที่บ้านนะคร๊าบบบบบบบบบ.....
TOP 
   


Leave no man behied

TOP

สุดยอด  {:3_50:}
TOP 
   

ToT

TOP

เิอ่อ เหมือนว่า อาวุธชนิดนี้ จะมีใช้กันทั่วโลกแล้วละคัฟฟฟ.....(ส่วนใหญ่ในการก่อจราจนอ่าน่ะ )
TOP 
   

TOP

อะนะ

ตอนสงกรานต์ปีนี้ยังเห็นเอามาเล่นกันอยู่เลย

ขอบคุณค่ะพี่ต้น
TOP 
   

อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกกล่าวโทษ และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด ท่านจะได้รับตวงด้วยทะนานอันนั้น" (มัทธิว 7:1-2)

TOP

เหอๆ....เล่นอย่างงี้รัสเชียก็มีเสียวนะเนี้ย
TOP 
   

ป๋อคุง

TOP

ถ้าอยากรู้ลึกกว่านี้ไปถามพี่ปุ๊(ระเบิดขวด)
^_^'
TOP 
   

TOP

ความรู้แน่นๆ *-*
TOP 
   


TOP

ผมว่าผมเคยเห็นไปตอนกีฬาสีบ้านเราปีที่แล้วนะ   มีเต็มเลย
TOP 
   

TOP

ขอบคุณครับ
TOP 
   

...

TOP

เฮ้ย!คล้าย ๆ ระเบิดไฟ ในเกมเลยแหะ
TOP 
   

TOP

อาวุธ Hand Made ของแท้

แรงจริงๆ...
TOP 
   

My Friend is Darkness...

Forever With Me...

Until The End of Time...

TOP

ฉลาดมากกก ~~
TOP 
   

TOP

กลับไปที่รายการ