มีหลายคนถามผมว่า ทำไมผมจึงใช้ชื่อของเว็บไซต์นี้ว่า Myth มันมีที่มาจากคำว่า Mythology หรือเปล่า?
ถูกแล้วครับ ชื่อของเว็บไซต์นี้มาจากคำว่า Mythology หรือ Mythical เพราะหนึ่งนั้นผมชอบเรื่องราวในแนวตำนานเป็นการส่วนตัว ประการที่สองคือ โดยรากศัพท์แล้ว Myth ไม่ใช่แค่ตำนานการบอกเล่าธรรมดา แต่มันหมายถึงอะไรที่มัน "Incredible" เอามากๆ และผมเห็นว่าเรื่องราวที่ผมจับอยู่นั้น มันเป็นอย่างว่าเสียด้วยก็เลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้ คงพอจะหายสงสัยแล้วนะครับ ว่าทำไมผมไม่ใช้คำว่า UFO หรือ Alien หรือ X-Files อะไรอย่างที่ชาวบ้านเค้าใช้ เพราะผมเน้นตำนาน(ที่บางทีก็ตำนานไปจนคนอื่นรออ่านไม่ไหวเอาเหมือนกัน)
เอ้า นอกเรื่องมาซะนาน เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ใครที่เบื่ออินโทรนี้จะข้ามไปก็ได้นะครับไม่ว่ากัน ผมขอเล่าแบบคร่าวๆให้ผู้ที่บังเอิญหลงเข้ามาฟังเท่านั้นเองว่า ในการศึกษาคัมภีร์หรือจารึกโบราณนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่เราพบเเห็นกันจะอิงไปทางศาสนาเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นไบเบิ้ล อัลกุรอาน มหาภารตะ หรืออื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีเรื่องของกฤษฎาอภินิหารเข้ามเกี่ยวข้องด้วยเป็นส่วนใหญ่ บางเรื่องก็เหลือเชื่อเอามากๆ ทีนี้ถ้าเราลองมองอย่างเป็นธรรม มองในแง่ของวิทยาศาสตร์เพียวๆโดยตัดอภินิหารหรือศัรทธาอะไรเทือกนั้นออก เราจะมองเห็นและตั้งคำถามในใจขึ้นมาหลายต่อหลายคำถาม โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของคนโบราณ หินยักษ์ก้อนใหญ่ที่ถูกนำมาก่อร่างสร้างวิหารอันโอฬาร ลายเส้นบนพื้นราบที่มองได้เฉพาะจากบนอากาศ ด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างและยากจะตีความ
ครับ... นั่นคือเฉพาะสิ่งที่เราเห็นและจับต้องได้ ไม่รวมไปถึงอภินิหารทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ การสร้างมนุษย์ สงครามระหว่างเทพกับคน น้ำท่วมโลก ฯลฯ เราเพิกเฉยกับส่งเหล่านี้พร้อมกับโยนมันให้วงการศาสนวิทยามาแสนนาน จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เอง... ในรุ่งอรุณแหงยุคอวกาศ ด้วยพลังของไบโอเทคโนโลยี สิ่งที่มนุษย์เราสามารถทำได้มันก็คล้ายคำว่า "อภินิหาร" เข้าไปทุกทีๆ มนุษย์ทำได้ในหลายๆสิ่งที่พระเจ้าเคยทำมาในพระคัมภีร์ และยิ่งถ้ามองกลับลงไปในเรื่องของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา โบราณวัตถุ โบราณสถาน ที่เราเคยฉงนฉงายมาตั้งนมนานว่า คนโบราณเขาสามารถทำได้อย่างไร เราก็เริ่มที่จะเข้าใจและสามารถใช้คำอธิบายในเชิงของวิทยาศาสตร์มากกว่าคำ ว่าอภินิหาร
แล้วมันทำไมหรือครับ?
มันก็ไม่ทำไมหรอกครับ ที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับ Ancient Astronaut หรือนักบินอวกาศยุคโบราณ ที่แวะเวียนมาสร้างอาณานิคมบนโลกเรา สั่งสอนศิลปวิทยาการให้กับมวลมนุษย์จนได้รับการยกย่องให้เป็นพระเจ้า สำหรับรายละเอียดอื่นๆนั้น ตามหาอ่านได้จากงานเก่าๆของผม หรือจากหนังสือเล่มอื่นๆตามท้องตลาดได้ครับ เนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวเอาไว้ค่อนข้างตรงกัน และนี่คือ Summary of Ancient Astronaut Hypothesis ที่ผมจะยึดเป็นแกนหลักในงานเขียนฉบับนี้ครับ
Ancient Astronaut(s) ได้ลงมาที่โลกของเราเมื่อหลายล้านปีที่ผ่านมาแล้ว วิทยาการด้านไบโอเทคโนโลยีของพวกเขาคล้ายคลึงกับมนุษย์ในปัจจุบันมาก พวกเขาได้สร้างชาติพันธุ์มนุษย์ด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรม โดยผสานยีนของพวกเขาเข้ากับสิ่งมีชีวิตคล้ายมุนษย์บนโลก ปรับปรุงสั่งสอนศิลปวิทยาการให้เพื่อใช้มนุษย์ในการทำงานบางประการ เช่น เป็นหน่วยผลิตอาหาร ทำเหมืองแร ่และแรงงานในการก่อสร้าง
พระเจ้าจากอวกาศ (จริงๆแล้วผมควรใช้คำว่า Gods from Space มากกว่า หากอิงตามบริบทของคนโบราณ แต่ยังไงก็ตามนะครับ ผมขอใช้คำๆนี้ในความหมายเดียวกันกับ Ancinet Astronauts คงไม่ว่ากัน เพื่อความคล่องปากของผมเองนั่นแหละ) โดยปกติแล้วไม่ต้องการให้มนุษย์เข้าใกล้หรือเห็นพวกเขา เพียงอนุญาตให้มนุษย์รับรู้การคงอยู่ของพระเจ้าโดยให้เห็นในรูปของสัญลักษณ์ หรือปรากฏกายแก่สายตามนุษย์ในลักษณะที่น่าเกรงขามและพรั่นพรึง อย่างไรก็ตาม มนุษย์บางส่วนก็ยังสามารถ contact กับบริวารของพระเจ้าได้ เช่นทูตสวรรค์ หรือเทพกึ่งสัตว์ (หุ่นยนต์?) พระเจ้าไม่ต้องการให้มนุษย์เข้าใกล้แหล่งพำนักของพระเจ้านัก ยกเว้นเฉพาะนักบวชชั้นสูง มีข้อสังเกตว่า สาเหตุอาจจะมาจากการป้องกันการติดเชื้อบางชนิด ซึ่งมีเฉพาะบนโลกของเราก็เป็นได้
พระเจ้าจะไปไหนมาไหนด้วยพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงเคมี ในคัมภีร์โบราณหลายเล่มกล่าวตรงกันว่า ช่วงแรกพระเจ้ามักเสด็จลงมาบนยอดเขาสูง ในซอกเขา หรือปล่องถ้ำ ทั้งนี้อาจจะเพื่อป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย และการทำอันตรายแก่เหล่าทาสรับใช้คือมนุษย์ ที่อาจโดนลูกหลงเมื่อตอนยานลงจอด และพัฒนามาเป็นตามเทวสถานใหญ่ๆ เช่น ปิระมิด หรือ ซิกกูรัตในภายหลังเมื่อเวลาผ่านไปได้ช่วงใหญ่ และมนุษย์เริ่มพัฒนาอารยธรรมขึ้นมาแล้ว (นึกภาพปิระมิดแบบตะวันออกกลางหรือมายาที่มียอดตัดเรียบสิครับ เหมาะสำหรับนำ ฮ.ลงจอดหรือไม่?) ในกรณีที่ไม่มีที่จอดที่เหมาะสม พระเจ้าอาจสั่งให้คนงานชาวโลก ทำสัญลักษณ์ชี้พิกัดที่ใกล้เคียงกับการลงจอดและสามารถมองเห็นได้จากอากาศ เช่น เลย์ไลน์ในยุโรป หรือนาซก้าไลน์ในอเมริกากลาง
พระเจ้าจากอวกาศยังต้องการอาหาร เราไม่แน่ใจว่าพระเจ้ากินอาหารด้วยวิธีไหน หรือกินอย่างไร แต่ที่แน่ๆ พวกเขามีการป้องกันหรือฆ่าเชื้ออย่างง่ายๆ โดยการให้มนุษย์ย่างหรือเผาเครื่องสังเวยที่มนุษย์นำมาถวายเสียก่อน (อาจเป็นที่มาของธรรมเนียมการบวงสรวงพระเจ้าในการบูชายัญด้วยไฟ ของหลายๆชนชาติในภายหลัง) จากหลักฐานที่มี พระเจ้าจะสั่งเครื่องสังเวยที่ต้องการมาเป็นล็อทๆ และมนุษย์ต้องหาและนำไปให้ที่เทวสถานหรือในถ้ำในตามเวลาที่พระเจ้าสั่ง (ยังกะ Just in Time เลยแฮะ) ส่วนใหญ่คือเนื้อสัตว์ และในบางครั้งสิ่งที่พระเจ้าต้องการคือมนุษย์
พระเจ้าได้ทรงสอนศิลปวิทยาการแขนงสำคัญแก่มนุษ์หลายๆสาขา เช่น กสิกรรม วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประทานกฏหมายฉบับแรกแก่มนุษย์ สุดท้ายสงครามชิงความเป็นใหญ่ระหว่างพระเจ้าโดยใช้โลกเป็นสมรภูมิก็เกิดขึ้น (นึกถึงสงครามชิงอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกนะครับ พระเจ้ากับมนุษยืนี่จริงๆแล้วก็ไม่ต่างกันเลย) และสุดท้ายเมื่อโลกประสบภัยพิบัติจากดาวหางที่พุ่งเข้ามาชน พระเจ้าก็ได้ถอนตัวจากไป คงเหลือไว้แต่ซากอารยธรรมและตำนานที่สืบขานกันมารุ่นต่อรุ่น ยังผลให้พวกเราคนรุ่นใหม่ฉงนฉงายกันจนถึงทุกวันนี้
ครับ... นี่คือสรุปเนื้อหาโดยรวมที่กล่าวถึง Ancient Astronauts ยืนพื้นบนงานเขียนของ Zecharia Sitchin, Eric Von Daniken, William Saylors และ Alan F. Alford ผู้เขียน The Gods of new Millenium หนังสือดีที่ออกมาตั้งนานแต่นายโซนิคเพิ่งได้มาจับ (เค้าให้มาอีกทีครับ) เนื้อหาอาจจะซ้ำกับที่เคยเขียนเอาไว้แล้วบ้าง ตัดทอนเนื้อหาจนสั้นห้วนและ บางคนตามไม่ทันบ้าง ก็ต้องขอให้ทำความเข้าใจนะครับว่า หนังสือหรือเอกสารหลายสิบเล่ม หนาเป็นพันๆหน้านั้น ผมทำได้ดีที่สุดแค่วิธีตัดมาปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว หรือหยิบมาแต่ประเด็นสำคัญๆ (ซึ่งบางครั้ง ผู้อ่านต้องเข้าใจพื้นฐานในบางสาขา เช่นโบราณคดี มานุษยวิทยา หรือ ศาสนเปรียบเทียบพอสมควร) แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อตอบคำถามสี่ประเด็นหลัก ที่ผมตั้งใจจะเก็บมานำเสนออันประกอบด้วย
1. ลักษณะตามธรรมชาติของพระเจ้าจากอวกาศ
2. อธิบาย "อภินิหาร" ของพระเจ้าด้วยวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ในปัจจุบัน
3. พระเจ้ามาจากไหน?
และ
4. พระเจ้ากำลังจะไปที่ไหน (อืมห์ ยังกับทิศทางและแนวโน้มทางเศรษฐกิจเลยแฮะ)
ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ - - Sonic 23/03/2545
สงวนลิขสิทธิ์โดย © Mythland.org All Right Reserved |