กลับไปที่รายการ โพสต์ใหม่

ดาวหาง อุกกาบาต ชนดาวโลก (ค้นหาความลับ เมื่ออุกาบาดชนโลก โดย จีน ชูเมกเกอร์)

:: โดย MIB = ตูน ::



ช่วงนี้ผมก็ยังวนเวียนกับจักรวาล ตั้งแต่การย้ายถิ่นฐานบนดาวอังคาร การหาชีวิตนอกพิภพ และการพัฒนาการของมนุษย์ในอนาคต ตอนนี้ ต้องหาทางป้องกันภัยพิบัติอันใหญ่หลวง การปะทะ จากสิ่งที่มีอยู่นอกโลก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ทีผมคิกว่า รู้จักกันดีครับ เมื่อดาวหาง หรืออุกาบาดพุ่งชนดาวพฤหัสบดี

ในอดีตนักวิทยาศาสตร์บอกว่า เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ ไม่ว่าใครต่างก็กลัววันสิ้นโลก นี่เป็นสาเหตุให้ จีน ชูเมกเกอร์ อยากจะพิสูจน์ว่า ในอนาคต อุกาบาด มีโอกาสที่จะพุ่งชน ได้หรือไม่ ชูเมกเกอร์ บอกว่า หลุมอุกาบาด ที่ปรากฏอยู่บนโลก เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา โอกาสเสียงที่โลกถูกทำลาย ด้วยอุกาบาด



หลุมอุกาบาดที่เห็นอยู่นี้ อยู่ในทะเลทรายอริโซนา ความกว้างของหลุมเกือบ 1 ไมล์ และยังมีหลุมลักษณะแบบเดียวกันนี้อยู่ ที่อื่นอีกด้วย แต่นักธรณีวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า มันเป็นปากปล่องภูเขาไฟโบราณ ไม่ใช่เกิดจากหลุมที่วัตถุขนาดยักษ์ กระแทกลงบนพื้นโลก

เชื่อกันมาช้านานว่า เมื่อใดที่ก้อนอุกาบาดตกลงมายังโลก จะต้องมีหายนะครั้งใหญ่ ส่วนบางคนก็นำหินอุกาบาด มาใช้เป็นเครื่องรางของขลัง นานหลายพันปีที่ ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า อุกาบาดเป็นของสำคัญ ที่พวกเขาได้รับจากฟากฟ้า


นี่คือหินอุกาบาดจาก แอนตาติกาครับ



จากความเชื่อในอดีต นำมาสู่การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ เริ่มจากอุกาบาดที่ตกลงมาจาก แอนตากติกา อุกาบาดคือวัตถุขนาดเล็กในอวกาศ ที่ผ่านชั้นบรรยากาศผ่านลงมายังพื้นโลก ดาวตกหรือวัตถุที่พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศ จะสูญเสียความเร็วและพลังงานไป เมื่อตกลงมาถึงพื้น อุกาบาดขนาด 10 ฟุต จึงทำความเสียหายไม่มาก ทุกวันนี้ จะมีอุกกาบาด หนัก เป็นตัน ๆ ตกลงมาบนพื้นโลก แต่ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่าเมล็ดถั่ว ถึงจะมีขนาดเล็กแต่ ก็มองเห็นดาวตกเป็นแสงพุ่งผ่านได้

ปี 1972 อุกาบาดเท่ากับ รถบัส ตกลงมาที่แกรนด์เทตัน ไม่มีหลุมอุกาบาด นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า ดาวตกถูกเผาไหม้บนชั้นบรรยากาศ หรือไม่ก็แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนตกถึงพื้น

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 มิถุนายน ปี 1908 ลูกไฟขนาดยักษ์ ระเบิดเหนือท้องฟ้าใน ไซบีเรีย อีก 20 ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์จึงได้พบจุดที่อุกกาบาด ซึ่งอยู่ที่แม่น้ำ ทังกัสกา พื้นที่ป่ามากกว่า 100 ตารางไมล์ ถูกทำลายราบ นักวิทยาศาตร์เชื่อว่า ร่องรอยที่พบเกิดจากอุกาบาดขนาดใหญ่ พวกเขาใช้เวลาหลายเดือนเพื่อค้นหาร่องรอย แต่ก็ไม่เป็นผล ปีหนึ่งผ่านไป รอยอุกาบาดที่ทังกัสกา ยังคงเป็นปริศนาต่อไป
ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนที่จะสามารถดาวน์โหลดหรือดูไฟล์ที่แนบมา.
หากคุณยังไม่มีบัญชีหรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก?กรุณาสมัครสมาชิกที่นี่
3

จำนวนคะแนน

  • koffeere

  • maxalate

  • nimacherpha

TOP 
แบ่งปัน    

----SOS NUM --> ชื่อไทย กลายเป็น ซอสนุ่ม ----
----SOS PLUS --> เจ้าของเดียวกันกับ SOS NUM ----

ศตวรรษที่ 19 แดเนียล บาริงเจอร์ วิศวกรเหมืองแร่ ก็พบก้อนอุกาบาดขนาดเล็กอยู่ใน บริเวณหลุมนั้น เขาเจาะพื้นหลุมลงไป เพื่อหาหินจากอวกาศ แต่กลับไม่พบอะไร นักธรณีวิทยาในยุคนั้นไม่ได้ฉุกใจคิด ผิดกับ จีน ชูเมกเกอร์ ที่สงสัยว่า หลุมขนาดใหญ่ เหมือนกับพื้นดินถูกระเบิดด้วยแรงมหาศาล ตรงขอบหลุมเต็มไปด้วยหินปูนจากการผุกร่อน หินปูนเหล่านี้ น่าจะเคยอยู่ใต้ดินมาก่อน แต่ถูกแรงกระแทกดันขึ้นมายังผิวโลก ในมุมมองของนักธรณีวิทยา จีน ยังไม่ปักใจเชื่อทันทีว่า หลุมนี้ เกิดจากอุกาบาดขนาดใหญ่

ตอนนั้นเขายังเป็นแค่นักศึกษา ไม่มีความรู้เรื่องแรงปะทะของอุกาบาด แต่เขาก็อยากรู้ว่า หลุมขนาดใหญ่อย่างนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร จีน ชูเมกเกอร์ เป็นนัก ธรณีวิทยาคนหนึ่งที่ค้นพบปรากฏการณ์ อุกาบาดพุ่งชนโลก ช่วงอายุ 20 ปีต้น ๆ ชูเมกเกอร์ ทำงานในศูนย์ทดลองนิวเคลียร์ ที่ เนวาดา ช่วยทำให้เขาเข้าใจว่า แรงมหาศาลระดับใด ที่ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่อย่างนั้นได้ หลุมอุกาบาดขนาดใหญ่ ไม่ได้เกิดการกัดกร่อนชั้นหินนานนับพันปี แต่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด

จากการศึกษาโครงสร้างของมันแล้ว ชูเมกเกอร์ก็พบว่ามีหลุมขนาดเล็ก ที่เกิดจากแรงระเบิดมหาศาล กระจายอยู่รอบบริเวณ รวมทั้งวัตถุบางอย่างที่ถูกหลอมละลายด้วย บริเวณหลุมอุกาบาด ชูเมกเกร์ ยังพบเกล็ดแก้วเล็ก ๆ ซึ่งก็คือหินที่ถูกหลอมละลาย แตกกระจายไปทั่ว หินบางก้อนมีแร่ธาตุชนิดใหม่ปะปนอยู่ เช่น โคไซน์ ซึ่ง คือ ควอร์ส ความหนาแน่นสูง และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไปทางแหล่งภูเขาไฟ ตัวอย่างหินทำให้ทราบตัวอย่างปรากฏการณ์อุกาบาดชนโลก ที่เดินทางผ่านชั้นบรรยากาศด้วย ความเร็วสูง

ทฤษฏีการพุ่งชนของอุกาบาด มีอยู่ว่า วัตถุขนาดเล็ก ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง จะทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ที่ตกกระทบ โดยวัตถุนั้นจะสลายไปเกือบจะทันทีที่ มันถึงพื้น

จีนชูเมกเกอร์ บอกว่า ตอนที่อุกาบาดพุ่งชนโลก มันจะมีสภาพเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ และเมื่อตกลงมายิ่งใกล้พื้นดินเท่าไหร่ แสงก็จะยิ่งสว่างขึ้นเรื่อย ๆ



ชูเมกเกอร์สนใจเรื่องอุกาบาด เริ่มขึ้นต้นที่เขาอายุได้ 20 ปี ตอนนั้น ชูเมกเกอร์เชื่อว่า อเมริกาจะเดินทางไปดวงจันทร์ได้สำเร็จ ชูเมกเกอร์ยังเป็นคนเสนอความคิดว่า ควรจะส่งนักธรณีวิทยาไปกับยานอวกาศ ด้วย ตอนนั้นเขาทำทุกวิถีทางเพื่อ โน้มน้าวให้เห็นความสำคัญของนักบินอวกาศ ที่มาจากสาขา ธรณีวิทยา เขาเชื่อว่า การเก็บตัวอย่างหิน จะทำให้มนุษย์รู้จักอุกาบาดดียิ่งขึ้น



แคโรไลน์ ภรรยาของชูเมกเกอร์ เป็นผู้ที่สนับสนุนเขามาตลอด ในเรื่องการศึกษาอุกาบาด ชั่วง ทศวรรษที่ 60 ประธานาธิบดีบดี จอร์น เอฟ เคเนดี เตรียมส่งยานอวกาศขึ้นไปยังดวงจันทร์ ความฝันของจีน ชูเมกเกอร์ใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาทันที

มีดาวเคราะห์น้อยหลายพันดวงที่อยู่ใกล้กับดวงจันทร์ และชูเมกเกอร์ก็เชื่อว่า การเดินทางไปดวงจันทร์ครั้งนี้ จะต้องนำความรู้เรื่องอุกาบาดพุ่งชนดาวเคราะห์ กลับมายังโลกได้อย่างแน่นอน

จีน ชูเมกเกอร์ บอกว่า ดวงจันทร์เป็นแหล่งที่ดีมากในเรื่องการพุ่งชนดาวเคราะห์ ของอุกาบาด เพราะตัวอย่างก้อนอุกาบาดบนดวงจันทร์ บอกเล่าเรื่องราวอุกาบาดที่เคยพุ่งชนโลก ในเวลาเดียวกันได้ ถ้าอยากเห็นอุกาบาดในสภาพเกิดใหม่ ๆ ก็ต้องไปหาที่ดวงจันทร์

แต่ผู้ที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบโตรงการอวกาศไม่ได้คิดอย่างนั้น พวกเขาสนใจว่า จะไม่ได้ความรู้อะไรกลับมายังอวกาศบนโลก
และตอนนั้น ผุ้อำนวยการนาซา วิศวกรหรือแม้แต่ตัวนักบินอวกาศเอง ต้องการแต่จะไปดวงจันทร์ก่อนรัสเซียเท่านั้น เรื่องการทดลองวิทยาศาสตร์และเก็บตัวอย่างหิน ดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในกลุ่มวิศวกรนั้น ยังมีจีน ชูเมกเกอร์ ที่ไม่ล้มเกิดความพยายาม ที่จะทำการศึกษาด้านธรณีวิทยา บนดวงจันทร์

แต่ทว่า ไม่มีใครสนใจการศึกษาหิน บนดวงจันทร์เลย นักวิทยาศาสตร์น้อยคนนัก ที่จะเห็นด้วยกับชูเมกเกอร์ เรื่องทฤษฏีอุกาบาดชนโลก หรือ ดวงจันทร์ เพราะในเวลานั้นเชื่อกันว่า หลุมบนดวงจันทร์เป็นปากปล่องภูเขาไฟ ก่อนเดินทางไปดวงจันทร์
ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนที่จะสามารถดาวน์โหลดหรือดูไฟล์ที่แนบมา.
หากคุณยังไม่มีบัญชีหรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก?กรุณาสมัครสมาชิกที่นี่
TOP 
   

----SOS NUM --> ชื่อไทย กลายเป็น ซอสนุ่ม ----
----SOS PLUS --> เจ้าของเดียวกันกับ SOS NUM ----

TOP

จีนชูเมกเกอร์บอกว่า จากหลักฐานหลุมอุกาบาดที่พบ ทำให้แน่ใจว่า หลุมขนาดใหญ่ทั้งบนโลกและดวงจันทร์ เกิดจากการพุ่งชนของอุกาบาด ซึ่งมีหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัด

จีน ชูเมกเกอร์ มีชื่อเสียงขึ้นมา เพราะเป็นคนโน้มน้าวให้นาซา และศูนย์วิจัยธรณีวิทยาสหรัฐ เริ่มเดินหน้าโครงการสำรวจหินบนดวงจันทร์ จีนชูเมกเกอร์เป็น ผู้ฝึกอบรมนักบินอวกาศ ให้รู้จักการสำรวจทางธรณีวิทยา ทีมนักบินอวกาศ ซ้อมทำการทดลองบนโลก ก่อนส่งไปศึกษาทดลองการพุ่งชน ของอุกาบาดบนดวงจันทร์ จีน ชูเมกเกอร์ มีส่วนร่วมในการออกแบบและยานพาหนะ ตลอดจนอุปกรณ์ที่จะใช้บนดวงจันทร์ ความฝันของเขาในวัยหนุ่ม ได้กลายเป็นจริงขึ้นมา

ในที่สุดสหรัฐก็ ส่งนักบินอวกาศ พร้อมกับนักธรณีวิทยา อย่าง จีน ชูเมกเกอร์ ขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ เพื่อเก็บตัวอย่างหิน และหาร่องรอยปรากฏการณ์ อุกาบาดชนดาวเคราะห์ ชูเมกเกอร์ รับหน้าที่เป็นหัวหน้ารับผิดชอบ โครงการสำรวจดวงจันทร์ครั้งนี้ ความไฝ่ฝันที่จะทำการทดลองธรณีวิทยาครั้งนี้ บนดวงจันทร์กลายเป็นจริง

ชูเมกเกอร์ ก็เดินทางไปอวกาศพร้อมกับ อพอลโล 17 การทดลองผลกระทบของอุกาบาดที่พุ่งชนดาวเคราะห์ และหลุมขนาดเล็กบนดวงจันทร์ น่าจะเกิดการพุ่งชนของอุกาบาดขนาดเล็ก ถึงแม้ว่าหลุมอุกาบาดขนาดเล็กที่พบบนดวงจันทร์ แต่ความรู้ของอุกาบาดที่พบบนโลก ก็พัฒนาไปมากหลังจากนั้น

จีน ชูเมกเกอร์ พยายามที่จะศึกษาดาวเคราะห์น้อยด้วยตนเองต่อไป เพื่อหาความเป็นไปได้ ที่โลกของเราอาจจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาด
ชูเมกเกอร์ได้แรงใจดีเยี่ยมจากแรงใจจากภรรยา ที่พร้อมอุทิศตัวเป็นนักดาราศาสตร์ ช่วยสามีศึกษาเรื่องดาวเคราะห์น้อยอีกแรง

สองสามีภรรยา ชูเมกเกอร์ จุขึ้นไปบนภูเขาพาโลมา ซึ่งเป็นที่ตั้งของกล้องโทรทัศน์ที่ดีที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก กล้องโทรทัศน์ ชื่อ บิ๊กอาย แต่ว่าระบบการทำงานของมัน ไม่ได้รับการออกแบบให้ศึกษาดาวเคราะห์น้อย โดยเฉพาะ
ชูเมกเกอร์ จึงหันไปพึ่งกล้องโทรทัศน์ขนาดเล็ก ลงมาอีกนิด ลิดเดอร์ อาย ซึ่งอยู่ใกล้กัน กล้องตัวนี้ตรวจภาพได้ไม่ไกล แต่ได้ภาพในมุมกว้างเป็นพิเศษ เหมาะแก่การเก็บภาพดาวตกในสุริยะจักรวาล

นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ จะเห็นระบบสุริยะเป็นเรื่องของดาวเคราะห์ โคจรรอบดวงอาทิตย์เท่านั้น มีเพียงไม่กี่คนที่ สนใจศึกษาดาวเคราะห์น้อย ซึ่งโคจรเป็นกลุ่มใหญ่ อยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี เรียกว่า แถบดาวเคราะห์น้อย ซึ่งถ้ามันบังเอิญหลุดวงโคจร พุ่งตรงมายังโลก ก็อาจเกิดอันตรายได้

ปี 1989 นักดาราศาสตร์ จับภาพดาวเคราะห์น้อย ที่โคจรมาใกล้โลกที่สุดไว้ได้ ด้วยจานเรดาห์ขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกินกว่า 1 ไมล์ ภาพจากเรดาห์แสดงให้เห็นว่า ยังมีดาวเคราะห์น้อยขนาดเท่าภูเขา ล่องลอยอยู่ในอวกาศอีกมาก

ทุซเททิส ดาวเคราะห์น้อยที่ล่องลอยด้วย ความเร็ว 70,000 ไมล์ต่อชั่วโมง โคจรทับวงโคจรของโลกตามช่วงเวลา

951 แกสฟารา หนึ่งในดาวเคราะห์น้อยสองดวง มีขนาด พอ ๆ กับ เกาะ แมนฮัดตัน

243 ไอดา มีขนาดใหญ่ แต่มีเส้นทางโคจรไม่ทับเส้นทางการโคจรของโลก แต่ถ้าบังเอิญพุ่งชนโลก จะทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ เท่ากับรัฐเทกซัสเลยทีเดียว
TOP 
   

----SOS NUM --> ชื่อไทย กลายเป็น ซอสนุ่ม ----
----SOS PLUS --> เจ้าของเดียวกันกับ SOS NUM ----

TOP

จีนและ แคลโรไลร์ ชูเมกเกอร์ ได้ค้นพบตำแหน่งใหม่ของดาวเคราะห์น้อย ซึ่งรวมตัวกันอยู่นับร้อย ๆ ดวง และยังมีดาวหางอีกหลายสิบดวงอีกด้วย ระบบสุริยะจักรวาล อาจจะไม่ปลอดภัย ในอนาคตดาวเคราะห์ เหล่านี้ อาจพุ่งชนโลกเหมือนในอดีต ก็เป็นได้ เพราะ มีวงโคจรทับกัน



ลึกเข้าไปในคาบสมุทรยูคาทาล ของเม็กซิโก มีหลุมอุกาบาดขนาดใหญ่ กว้าง 190 ไมล์ ซึ่งเกิดจากแรงปะทะ ถึง 100 ล้าน เมกกะตัน หลุมที่ว่านี้มีอายุในช่วง 65 ล้านปี ก่อน ซึ่งสัตว์โลก 2ใน 3 สูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น รวมทั้งไดโนเสาร์ด้วย

22 มีนาคม ปี 1989 ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก ใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง จึงถึงพื้น แต่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก

แต่ข่าวที่ชีอกโลก เกิดขึ้นในวันที่ 23 มีนาคม ปี 1993 ครอบครัวชูเมกเกอร์ ร่วมกับ เดวิด เลวี ตัดสินใจถ่ายภาพท้องฟ้า ทั้ง ๆ ที่ยังมีเมฆบังอยู่ พวกเขามองไม่เห็นดาวอย่างที่คิดไว้ เพราะดาวพฤหัสบดี เข้ามาใกล้โลกของเรามาก

แคลโรไลร์ เริ่มตรวจสอบ ฟิล์ม อย่างละเอียด เธอเห็นดาวพฤหัสบดีมีขนาดใหญ่มาก และมีดาว และดาวเคราะห์สุกสว่างอยู่ รูปร่างของมันดูแปลกตา เหมือนกับเป็นดาวหาง

จีน และ แคลโรไลร์ ชูเมกเกอร์ ขอความช่วยเหลือจากนักดาราศาสตร์ จิมส์ สก๊อตตี้ ให้ช่วยตรวจสอบ ดาวหางที่พวกเขาค้นพบ ด้วยกล้องโทรทัศน์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



ชุเมกเกอร์ เลวี -9 คือชื่อของดาวหางที่พบ มันกำลังจะพุ่งชนดาวพฤหัสบดี นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงบางคนไม่เชื่อว่า แรงปะทะของดาวหางชูเมกเกอร์จะรุนแรง เพราะดาวพฤหัสบดีมีขนาดใหญ่กว่ามันมาก

16 กรกฎาคม ปี 1994 ชิ้นส่วนของดาวหางผ่านวงโคจรของดาวพฤหัสบดี นักวิทยาศาสตร์และนักข่าว ต่างมารวมตัวกันที่สถานี กล้องโทรทัศน์ อับเบิล ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือใด ๆ จนกระทั่งทีมอับเบิล ได้ ดาวโหลด ภาพจากดาวพฤหัสบดีมาได้

ในที่สุดทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ พบจุดเล็ก ๆ บนดาวพฤหัสบดี ซึ่งก็คือ ลูกไฟขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของโลก ทีมนักวิทยาศาสตร์ จับภาพการพุ่งชนดาวพฤหัสบดี ของ ชูเมกเกอร์ เลวี -9 เอาไว้ได้ พวกเขาตื่นต้นกันมาก กับภาพการระเบิดครั้งนี้ เพราะเฝ้าติดตามกันมานานหลายสัปดาห์

สัปดาห์ต่อมา ชิ้นส่วนของดาวหางอีก 20 ชิ้น ทยอยตกลงสุ่ชั้นบรรยากาศของ ดาวพฤหัสบดี

จีนชูเมกเกอร์บอกว่า จากดาวหางชูเมกเกอร์ นำไปสู่ความคิดที่ว่า อุกาบาดจากนอกโลก ก็มีโอกาสพุ่งชนโลกได้เช่นกัน แม้ว่ามันจะมี เปอร์เซ็นต์ น้อยมากก็ตาม เดวิด เลวี ถามว่า แล้วถ้า สะเก็ดดาวหาง เลวี ทั้ง 21 ชิ้น โคจรเข้ามาใกล้โลก จะเป็นอย่างไร

ชูเมกเกอร์ตอบว่า ถ้ามีชิ้นส่วนใดตกลงมาบนโลก ท้องฟ้าจะปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำหนาทึบ ซึ่งอาจกินเวลา ถึง หนึ่งชั่วโมงครึ่ง อย่างที่ดาวพฤหัสบดีก็ปกคลุมไปด้วยเมฆหนาทึบ เป็นเดือน ๆ เลวีถามต่อไปว่า แล้วเหตุการณ์ก่อนอุกาบาดชนโลกจะเป็นอย่างไร แคลโรไลตอบว่า ถ้าจะมีอุกาบาดพุ่งชนโลกจริง ๆ ผู้คนคงจะพากันแตกตื่น และดิ้นรนหาที่ปลอดภัย หรือหาวิธีรับมือกับมัน

ช่วงเวลาที่อุกาบาดปะทะกับพื้นโลก เราจะรู้สึกร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบ หลังการปะทะ จะเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้น บนพื้นโลก ท้องฟ้าเปลี่ยนสีดำสนิทไปทั่วโลก

ดร. เดวิด โมนิสัน จากนาซา บอกว่า ทุกวันนี้ อุกาบาดพุ่งชนโลก กลายเป็นภัยอันตรายอย่างหนึ่งในใจของหลาย ๆ คน เราต้องรู้จักป้องกันตนเอง ไม่อย่างนั้นในระยะยาว เผ่าพันธุ์ของเราอาจสูญสิ้นไป เหมือนกับที่เชื่อว่าเคยเกิดเหตุการณ์นี้กับไดโนเสาร์มาแล้ว

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธจากรัสเซียและ สหรัฐ มาประชุมที่ศูนย์วิจัยแห่งชาติ ลอเร็นซ์ ลิเวอร์มอร์ หัวข้อในการประชุมคือเรื่อง คือ จุดจบของโลกมนุษย์ อุกาบาดที่มีขนาดใหญ่มากพอ จะทำให้ประชากรโลก หายไปถึง 1ใน 4 ส่วน ขณะที่อุกาบาดขนาดเล็ก จะทำลายเมืองสำคัญ ๆ โดยเหตุการณ์แบบนี้ อาจเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ 200-300 ปี ดร. เดวิน โมนิสัน จากนาซาบอกว่า สาเหตุที่เราต้องเฝ้าระวังจาภัยอุกาบาด หรือดาวหางพุ่งชนโลก เพราะว่า มันอาจคร่าชีวิตคนบนโลก ไปหลายพันล้านคนในคราวเดียว ซึ่งไม่เคยมีภัยจากพายุ แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด ครั้งใดที่จะสร้างความเสียหาย ได้มากเท่านี้อีกแล้ว

ความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้อุกาบาด พุ่งชนโลกของเรา นำมาสู่ความคิดการใช้ ขีปนาวุธ นิวเคลียร์ทำลาย อุกาบาด เมื่อมีการตรวจพบอุกาบาด หรือดาวหางที่เป็นอันตราย จะมีการยิงขีปนาวุธ พิสัยไกล โดยหัวรบจะมีระบบนำร่อง ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อไปทำลายอุกาบาด ก่อนที่จะเข้ามายังวงโคจรของโลก

แต่ทุกวันนี้ ดาวเคราะห์น้อยที่เราสังเกตเห็นได้ ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่มีอยู่ในอวกาศ เดวิด โมนิสัน เจ้าหน้าที่นาซา บอกว่า มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อย ซึ่งมีขนาดใหญ่เพียงแค่ 10 % เท่านั้น ซึ่งไม่เป็นอันตราย แต่เราไม่รู้เลยว่า ดาวเคราะห์น้อยอีก 90% ที่เหลือ และยังไม่มีการค้นพบ จะเป็นอันตรายกับโลกหรือไม่ เราจึงต้องเตรียมพร้อมเสมอ แม้ว่าการพุ่งชนโลกของอุกาบาด จะยังอยู่อีกไกลก็ตาม แม้แต่ฐานทัพอากาศของสหรัฐ ก็ยังระดมเทคโนโลยี ผุ้เชี่ยวชาญมาใช้ ค้นหาดาวเคราะห์น้อยใหม่ ๆ

ทุกวันนี้ จีนและแคลโรไลร์ ชูเมกเกอร์ จึงยังเฝ้ารอว่า เมื่อไหร่พวกเขาจะได้รับสารจากดวงดาว เหมือนเช่นที่เคยผ่านมาในอดีต อีกสักครั้ง




สงวนลิขสิทธิ์โดย © Mythland.org All Right Reserved.
ติดประกาศ: 2006-12-12

ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนที่จะสามารถดาวน์โหลดหรือดูไฟล์ที่แนบมา.
หากคุณยังไม่มีบัญชีหรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก?กรุณาสมัครสมาชิกที่นี่
7

จำนวนคะแนน

  • rayucool

  • SilinaZS

  • kitti7

  • hs3ldy

  • noguchi1186

TOP 
   

----SOS NUM --> ชื่อไทย กลายเป็น ซอสนุ่ม ----
----SOS PLUS --> เจ้าของเดียวกันกับ SOS NUM ----

TOP

กลับไปที่รายการ