Nintendo Drama ตอนที่ 9: From Russia with love
[size=4][b][color=DarkRed]Nintendo Drama part XIV: ซาโยนาระ คุณปู่ผู้สิ้นหวัง[/color][/b][/size][attach]2747[/attach] [size=4][b]หรือจะถึงคราวเจ๊ง...[/b][/size]
แม้จะแพ้การแข่งในเชิงการตลาด แต่นอกเกมอะตาริยังไม่ยอมแพ้ บริษัทหันไปพึ่งศาลและสภานิติบัญญัติของชาติ โดยชี้ชวนให้ทุกฝ่ายเห็นว่า กิจกรรมของนินเทนโดที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นกระบวนการผูกขาดที่กำลังทำลายประเทศ ธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมของนินเทนโดทำให้สหรัฐต้องเสียดุลย์การค้าให้ญี่ปุ่นปีละหลายพันล้านดอลลาร์!
[b]ฮิเดะ นากาจิมะ[/b]และ[b]เดนนิส วู้ด[/b]ค้นพบจุดอ่อนของนินเทนโดเข้าให้แล้ว นินเทนโดมัวแต่หลงไหลได้ปลื้มกับความสำเร็จของตนในสหรัฐโดยลืมมองไปว่าขณะนี้รอบตัวพวกเขา บริษัทต่างๆจากญี่ปุ่นกำลังถูกจับตามองจากรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงเป็นประเด็นที่ชาวอเมริกันโดยรวมกำลังต่อต้านอยู่ และในไม่ช้าสภาคองเกรส สำนักอัยการสูงสุด และคณะกรรมาธิการทางการค้าของสหรัฐหรือ FTC ก็จับจ้องนินเทนโดบ้าง ว่ากันตามตรงแล้ว นากาจิมะซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นสมควรหลีกให้ไกลจากข้อพิพาทนี้ แต่เขาก็ยังมุ่งเล่นงานนินเทนโดซึ่งเป็นบริษัทชาติเดียวกัน จึงเห็นได้ชัดเจนเลยว่าสงครามผลประโยชน์ครั้งนี้รุนแรงขนาดไหน ทุกฝ่ายต่างก็สู้กันเต็มที่แบบกะเอาให้ตายกันไปข้างเลยทีเดียว
เหล่า สส. ในสภาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าธุรกิจต่างๆของคนอเมริกันแทบโดนญี่ปุ่นยึดไปหมดแล้ว นอกจากธุรกิจวิดีโอเกมที่กำลังร้อนแรงก็ยังมีแนวโน้มว่าจะลุกลามไปยังธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่คนอเมริกันนี่แหละเป็นผู้ให้กำเนิด ผู้แทนบางกลุ่มเริ่มเปิดประชุมลับๆใน Capital Hill ตามด้วยการแถลงข่าวให้ร้ายนินเทนโดแบบเกินจริง NES เป็นอุปกรณ์ที่ถูกขนานนามว่า[color=Navy]ม้าไม้เมืองทรอย[/color]เพราะมันคือของเล่นยัดไส้คอมพิวเตอร์ ที่ทำให้เกิดการขาดดุลย์การค้าส่วนใหญ่ในปีนั้น ท่าทีของเหล่า สส. ทำให้ผู้สื่อข่าวสายการเมืองกระโดดลงมาเล่นด้วย พวกเขาใส่สีตีไข่เสียจนนินเทนโดดูเหมือนวายร้ายที่เข้ามาบ่อนทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐโดยเฉพาะเลยทีเดียว
ต้นปี 1992 ฮิโรชิ ยามาอูจิกลายเป็นคนมีชื่อเสียงในสหรัฐขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อมีการประกาศว่าเขาจะซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอ๊ย... [color=Navy][b]เดอะ มารีเนอร์ส[/b][/color] ยอดทีมเบสบอลชั้นเมเจอร์ลีกของซีแอตเติล ปฏิกิริยาของประชาชนเป็นไปในทางลบ เพราะข่าวนี้ดันไปตีพิมพ์ในสัปดาห์เดียวกับที่สมาชิกรัฐสภาของญี่ปุ่นออกมาให้สัมภาษณ์ว่าคนอเมริกันมีนิสัยขี้เกียจ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะการพูดไม่คิดทำให้เกิดกระแสต่อต้านไปทั่ว คนอเมริกันไม่พอใจญี่ปุ่นอย่างหนัก "ด่าพ่อล้อแม่เรื่องยังจบ ด่าชาติที่เคารพคบไม่ได้" อะไรประมาณนั้น
และการขอซื้อซีแอตเติลมารีเนอร์สจึงเป็นเหมือนความอดทนใยสุดท้ายที่ชาวอเมริกันมีต่อคนญี่ปุ่น "พวกมัน" บังอาจมาซื้อทีมเบสบอลของ "พวกเรา" นั่นน่ะของรักของหวงยิ่งกว่าทำเนียบขาวเชียวนะเฟ้ย!
เนื่องจากเป็นช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จึงมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่หยิบเอานินเทนโดมาเป็นประเด็นเพื่อชูนโยบายสงครามการค้าญี่ปุ่น-สหรัฐ ผู้แทนราษฎรและผู้ที่ว่าแทนฯอีกหลายคนมองเห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถจะหยิบอะไรขึ้นมาสร้างกระแสประชานิยมได้ แม้ว่าสื่อมวลชนอีกหลายแหล่งพยายามที่จะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้วนายกเทศมนตรีของซีแอตเติลต่างหากที่มาขอร้องให้ยามาอูจิซื้อเดอะมารีเนอร์สเพื่อประคับประคองทีมเอาไว้ไม่ให้ย้ายออกไปจากซีแอตเติล แต่ไม่มีใครยอมฟัง
[align=center][attach]2744[/attach][/align]
[align=center](บน) เรื่องวุ่นวายของยามาอูจิ ซีแอตเติล มารีเนอร์ส และลินคอล์นผู้เข้ามาคลี่คลายวิกฤต[/align]
เฟย์ วินเซ็นต์ คณะกรรมาธิการกีฬาเบสบอลแห่งชาติได้ให้สัมภาษณ์ว่า "เรายังต้องเก็บบางอย่างที่ทรงคุณค่าไว้ให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกญี่ปุ่น" แต่ไม่ยักกะบอกว่าจะมีหน้าไหนเข้ามาประคับประคองมารีเนอร์สให้อยู่คู่ชาวซีแอตเติลได้บ้าง
[attach]2746[/attach] [b][size=4]รัฐบาลสหรัฐร่วมเล่นงาน[/size][/b]
สถานการณ์ชักเลวร้ายลงเมื่อหน่วยงานสำคัญของประเทศทยอยเข้ามาจู่โจมนินเทนโดตามลำดับ เรื่องของเรื่องเกิดจากที่ผู้บริหารของอะตาริได้ร้องเรียนไปยังวอชิงตัน และได้รับความเห็นอกเห็นใจอย่างพิเศษจากประธานกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องป้องกันการผูกขาดทางการค้า เขาชื่อ[color=DarkRed][b]เดนนิส เอคการ์ท[/b][/color] สส.ดาวเด่นสังกัดพรรคเดโมแครตจากโอไฮโอ แวน เอลเดอเรนพยายามทำเรื่องให้ดูโปร่งใสโดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คณะกรรมาธิการฯจับตามองพฤติกรรมชั่วร้ายของนินเทนโดอยู่นานแล้ว เรื่องนี้เป็นมติภาครัฐ โปร่งใส เป็นธรรม ไม่มีการเลียไข่นักการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น
นอกจากแดน แวน เอลเดอเรนและเดนนิส วู้ดจากอะตาริ สส.เอคการ์ทยังเบิกตัวคนอื่นจากในวงการอีกนับสิบบริษัทเพื่อสอบปากคำ เขาหงุดหงิดที่ตัวแทนจากหลายบริษัทไม่ให้ความร่วมมือ เพราะหนึ่งบริษัทมีผลประโยชน์อยู่ และสองกลัวนินเทนโดเล่นงานเอา แต่อีกหลายฝ่ายซึ่งเจ็บแค้นนินเทนโดมาแสนนานยอมร่วมมือด้วย ผลการสอบสวนโดยคณะทำงานของเอคการ์ทยังคงบ่งชี้ว่านินเทนโดประสบความสำเร็จด้วยการผูกขาดและฉ้อฉล ต่อให้อะตาริไม่ต้องเป่าหูใดๆผลมันก็ออกมาอย่างนั้นอยู่แล้ว
เอคการ์ทใช้ข้อกล่าวหาเรื่องซิเคียวริตี้ชิปและสัญญาผูกมัดมาเป็นประเด็นทางการค้าเพื่อเล่นงานนินเทนโด เขาย้ำว่ามันเป็นประเด็นเดียวกันกับที่รัฐบาลใช้จัดการ IBM เมื่อปี 1969 ในข้อหาที่ IBM พยายามจะผูกติดซอฟต์แวร์เข้ากับฮาร์ดแวร์ นอกจากผลกระทบที่นินเทนโดมีต่อผู้ประกอบการแล้ว การผูกขาดยังทำให้นินเทนโดสามารถกำหนดราคาสินค้าให้สูงกว่าที่ควรจะเป็นตั้ง 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเทศกาลคริสต์มาสที่ราคาสินค้าพีคขึ้นอย่างน่าใจหาย เอคการ์ทแถลงข่าวอย่างน่าฟังว่า "การผูกขาดของนินเทนโดสร้างความเดือดร้อนให้ชาวอเมริกัน เพราะต้องจ่ายเงินเกินความจำเป็นถึง 1 ใน 3 ของราคาสินค้า"
โฮเวิร์ด ลินคอล์นได้ยินเรื่องการไต่สวนเมื่อมันดำเนินการมาจนจะจบอยู่รอมร่อ นายกสมาคมผู้ผลิตซอฟต์แวร์ถามว่าเขารู้หรือเปล่าว่าบริษัทกำลังโดนรัฐสภาสอบสวนอยู่ ลินคอล์นตกใจมากและใช้ตัวแทนให้ยื่นคำร้องเพื่อขอโอกาสชี้แจง แต่ถูกสภาเลื่อนนัดทุกครั้ง หลังจากมีการสอบสวนพยานกว่า 60 ราย คณะกรรมการฯก็ประกาศว่าจะแถลงผลการสอบสวนเรื่องนี้ต่อสาธารณชน
นั่นยิ่งทำให้ลินคอล์นอึ้งอิมกี่เมื่อรู้ว่าคณะกรรมการฯจะแถลงข่าวกันในวันรุ่งขึ้น (ทั้งที่เบี้ยวนัดการชี้แจงของนินเทนโดถึงสามครั้ง) ทนายความคนเก่งตะโกนลั่น "นี่มันอะไรกันวะ! พวกเขาทำได้ยังไง คณะกรรมการประเภทไหนที่ไต่สวนเรื่องราวโดยไม่เคยสอบถามอะไรจากอีกฝ่ายเลย" ลินคอล์นจัดการลงทุนโทรหาคณะกรรมการฯด้วยตนเอง และแทบจะกลั้นโทโสไว้ไม่อยู่เมื่อได้คุยกับทนายความของคณะกรรมการฯ "รู้มั๊ย ผมไม่เคยได้ยินเลยว่าพวกคุณทำอะไรกัน มันยุติธรรมหรือเปล่าที่พวกคุณจะสอบสวนและประกาศผลโดยที่ไม่ให้โอกาสกับเราแม้แต่จะพูด ประเทศนี้มันเป็นอะไรไปแล้ว?" เขาขอโอกาสให้ได้คุยโดยตรงกับประธานกรรมการฯ ซึ่งก็ได้รับโอกาสนั้น
ท่านสมาชิกเอคการ์ทมารับสายอย่างใจเย็น และบอกลินคอล์นว่าเรื่องต่างๆมันจบแล้ว
"จบหรือครับ?" ลินคอล์นชักเดือด "ฟังผมพูดซักนิด ทีมของท่านไม่เคยสอบปากคำอีกฝ่ายหนึ่งเลย ท่านไม่เคยได้รับเอกสารชี้แจงจากเราแม้แต่ฉบับเดียว" แต่เอคการ์ทปฏิเสธที่จะเปลี่ยนใจ ลินคอล์นเลยว๊ากใส่ว่า "แถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ พระเจ้า! ท่านก็รู้ว่ามันวันอะไร"
เอคการ์ทตอบว่าเขาไม่รู้
"พรุ่งนี้น่ะเหรอ ก็วันที่ 7 ธันวาคมน่ะสิครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ!" ลินคอล์นตะโกนลั่น
แม้ว่าจะวิงวอนขนาดไหน แต่เอคการ์ทก็ยืนยันจะแถลงข่าวตามกำหนดการเดิมให้จงได้ ในเมื่อทุกอย่างดำเนินไปตามลิขิตฟ้า การแถลงข่าวของคณะกรรมาธิการทางการค้าก็ได้เริ่มต้นขึ้น...
...แม้ว่าเอคการ์ทจะทำเป็นลืม แต่ประชาชนทั่วประเทศคงไม่มีวันลืม [color=DarkRed][b]มันคือวันที่ 7 ธันวาคม วันเดียวกับที่กองทัพญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2[/b][/color]
[align=center][attach]2748[/attach][/align]
[align=center](บน) พวกมันกำลังลอบทำลายเรา เหมือนกับที่มันทำไว้ที่เพิร์ล ฮาเบอร์[/align]
สื่อมวลชนแห่กันมาทำข่าวเรื่องนี้กันอย่างถล่มทลาย บรรดาพ่อแม่ชาวอเมริกันที่เกลียดนินเทนโดต่างก็ภาวนาให้บริษัทนี้ถึงคราเจ๊ง แต่ไม่ใช่กับทุกคน... หนังสือพิมพ์หลายแห่งลงบทวิเคราะห์ว่าการสอบสวนเรื่องนี้ส่งกลิ่นแปลกๆ วารสาร The Wall Street Journal เขียนบทวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยมุมมองที่ตรงไปตรงมาว่า "มันเป็นการเอารัดเอาเปรียบจนทำลายธุรกิจนี้จริงหรือไม่? มีบริษัทกว่า 50 แห่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทอเมริกันกำลังเติบโตจากธุรกิจนี้ แต่อะตาริและบริษัทในเครือคือเทนเจนกลับไม่พอใจข้อตกลงและโจมตีนินเทนโด มีบางอย่างผิดปกติในตัวกฏหมายและระบบการเมืองในประเทศของเราที่เข้าข้างอะตาริอย่างเต็มที่ มันไม่ใช่การแข่งขันอย่างตรงไปตรงมา" และวอลสตรีทเจอร์นัลยังเขียนถึงอะตาริในทำนองที่ว่า บริษัทควรใช้เวลาในการพัฒนาสินค้าเพื่อการแข่งขัน มากกว่าคอยทำตัวขี้ฟ้องหรือเที่ยวเลียไข่นักการเมือง
หลังแถลงข่าวจบ เอคการ์ทบอกสาธารณชนว่าคณะกรรมการฯจะส่งสำนวนต่อไปยังสำนักอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีต่อไป ลินคอล์นผู้ติดตามเทปแถลงข่าวถึงกับระเบิดทุกอย่างออกมาอย่างหมดความอดทน "พระเจ้า! ไอ้หมอนี่มันมีไมโครโฟนจ่อปากมากกว่าสมัยรุสเวลต์ประกาศสงครามซะอีก แม่มแพล่มไปทุกเรื่องตั้งแต่การคุมราคาไปจนถึงเรื่องโกงเทนเจน ร้อยทั้งร้อยก็ตามบทที่เทนเจนเตี๊ยมไว้ทั้งนั้น นี่มันบ้าอะไรกันวะ!"
อีกด้านหนึ่ง เหล่าผู้บริหารของอะตาริพากันฉลองชัยชนะอย่างปลาบปลื้ม มีการแถลงข่าวชื่นชมรัฐบาลและท่านวุฒิสมาชิกเอคการ์ท นอกจากนี้อะตาริยังออกหนังสือปกขาวจำนวน 12 หน้า ส่งให้เจมส์ ริลล์แห่งสำนักอัยการสูงสุดเพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับการผูกขาดของนินเทนโด (เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี อะตาริว่าไว้อย่างนั้น) ทีแรกสำนักอัยการฯยังคงนิ่งอยู่ด้วยความไม่แน่ใจ จนเมื่อสื่อมวลชนตามกลิ่นดราม่าไปสัมภาษณ์ว่าสำนักอัยการฯจะทำอย่างไรต่อเท่านั้นแหละ การประกาศลงมือไต่สวนก็ได้เริ่มขึ้นทันที
เอคการ์ทยังนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาสูง ชี้นำให้เห็นความน่ากลัวของการครอบงำธุรกิจ และวิธีเลี่ยงกฏหมายที่นินเทนโดใช้เพื่อเข้าถึงครัวเรือนอเมริกันกว่า 18 ล้านครัวเรือน นินเทนโดเป็นหนึ่งในบริษัทต่างชาติที่ไม่ได้เกรงกลัวกฏหมายป้องกันการผูกขาด คณะกรรมการฯได้ใช้ข้อหานี้จัดการกับบริษัท AT&T, IBM และไมโครซอฟต์ทั้งที่เป็นบริษัทอเมริกันมาแล้ว บริษัทต่างชาติอย่างนินเทนโดไม่ควรได้รับข้อยกเว้น "มันเป็นนโยบายภาครัฐที่ยังดำเนินมาตลอดทุกยุค ทุกสมัย และทุกประธานาธิบดี ท่านประธานที่เคารพครับ... คราวนี้เป็นโอกาสของท่านบ้างแล้ว ที่จะต้องทำหน้าที่นี้..." เขากล่าวกับประธานสภาด้วยท่วงท่าของอัศวินผู้กล้าหาญ (ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับบริษัทขายของเล่น)
แดน แวน เอลเดอเรนผู้เกลียดชังนินเทนโดกลับไม่กระตือรือร้นเท่าไหร่ เขาหลีกเลี่ยงการโจมตีญี่ปุ่นโดยตรงและชี้ว่า "ปัญหาไม่ได้เกิดจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ประธานบริษัทของเรา มิสเตอร์ฮิเดะ นากาจิมะก็เป็นคนญี่ปุ่น ปัญหาของเราเกิดจากบริษัทเดียว นั่นก็คือนินเทนโด"
[align=center][attach]2745[/attach][/align]
[align=center](บน) Atari ที่หวังจะกลับมายิ่งใหญ่หลังปี 1986 ซึ่งเป็นไปได้สูงถ้าไม่มีนินเทนโดขวางอยู่[/align]
การไต่สวนโดยสภายังคงดำเนินไป ในขณะที่สำนักอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วพบว่าคดีของนินเทนโดควรมอบอำนาจให้ FTC หรือคณะกรรมาธิการทางการค้ารับผิดชอบเพราะเป็นเรื่องทางการค้าโดยตรง ด้วยการขอความร่วมมือจากอัยการในหลายๆรัฐ FTC เริ่มไต่สวนคดีการผูกขาด ควบคุมราคา และผลของเทคโนโลยีล็อคเอาท์ชิปต่อตลาดซึ่งกินเวลายืดเยื้อนานนับปี [attach]2752[/attach][b][size=4] เมื่อนินเทนโดเริ่มผ่อนปรน[/size][/b]
ในขณะที่ NOA กำลังดิ้นสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นจากคดีความ ฮิโรชิ ยามาอูจิผู้ให้กำเนิดบริษัทเกมแห่งนี้กลับมองเรื่องต่างออกไป สำหรับเขาแล้ว FTC และคดีผูกขาดในอเมริกาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ต้องหาทางออกทีละเปลาะ อย่างไรก็ตาม ท่านประธานไม่ประมาทในหายนะที่อาจจะเกิดขึ้น เขาและอารากาวาเตรียมงานอย่างจริงจังเพื่อหาตลาดอื่นมาทดแทนอเมริกา (ในที่กรณีที่เรื่องมันเลวร้ายสุดๆ) บริษัทเร่งเดินหน้าทำตลาดที่ยุโรป และพร้อมจะเดินย้อนรอยของโคลัมบัส หากนิวเวิร์ลด์แห่งนี้ไม่มีที่ให้นินเทนโดยืนอีกต่อไป
เดือนตุลาคม 1990 นินเทนโดทำจดหมายเวียนถึงผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างเงียบเชียบ ว่าด้วยนโยบายผ่อนปรนซึ่งเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางอย่างในการผลิต เช่น ยอมให้ผู้ถือลิขสิทธิ์ผลิตเกมบรรจุตลับขึ้นมาเอง และเนื่องจกานโยบายนี้ไม่ได้มีการประกาศเป็นทางการต่อหน้าสาธารณชน นินเทนโดจึงอ้างได้ว่านโยบายใหม่นี้ไม่ได้ทำไปเพราะถูกกดดัน หรือเพื่อให้บริษัทหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาในคดีความ
นโยบายของนินเทนโดฟังดูดี แต่มีผู้ผลิตเพียง 2-3 รายเท่านั้นแหละที่ผลิตเกมได้เอง ถึงอย่างนั้นพวกเขายังต้องสั่งซิเคียวริตี้ชิปที่ใช้ในตลับเกมจากนินเทนโดอยู่ดี ค่ารอยัลตี้ที่ต้องจ่ายก็ไม่ได้ลดลง แต่สำหรับผู้ถือลิขสิทธิ์แล้ว อย่างน้อยนโยบายนี้ก็ทำให้พวกเขากำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้บ้าง ไม่มีใครอยากเผชิญวิกฤตการณ์ชิปขาดแคลนอีกแล้ว
นอกจากนี้นินเทนโดยังประกาศยกเลิกสัญญาผูกมัด 2 ปี เพื่อให้ผู้ถือลิขสิทธิ์สามารถดัดแปลงเกมของตนเพื่อนำไปขายบนแพลตฟอร์มอื่นได้ (ยังผลให้ผมได้เล่น Rockman และ Contra บนเครื่อง Mega Drive) เมื่อมีคำถาม นินเทนโดแถว่าที่ทำอย่างนี้เพราะบริษัทเห็นว่ามาตรการควบคุมคุณภาพผ่าน Nintendo Power นั้นได้ผลดีอยู่แล้ว ฝีมือของผู้ถือลิขสิทธิ์ก็ดีขึ้นจนไม่ต้องกังวลเรื่องเกมด้อยคุณภาพล้นตลาดอีก ผู้ถือลิขสิทธิ์ก็น่าจะพอใจที่มีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้นด้วย
"อ๋อ เหรอ..." ผู้ถือลิขสิทธิ์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ "แต่บริษัทของผมยังยืนยันว่าเรามีความสุขที่จะผลิตเกมให้นินเทนโดเพียงค่ายเดียว การทำเกมให้คู่แข่งของนินเทนโดนั้นคือความทุกข์ เพราะรู้ๆกันอยู่ว่าซักวันนินเทนโดต้องหาทางแก้เผ็ดเอา" แวน เอลเดอเรนวิจารณ์พฤติกรรมของนินเทนโดว่ากินปูนร้อนท้อง เขาคาดเดาว่าบริษัทอาจโดนกดดันจาก FTC แต่นินเทนโดปฏิเสธเรื่องนี้ ส่วนทาง FTC ไม่ขอให้ความเห็น
เมื่อข่าวกระจายออกสู่สาธารณชน ปฏิกิริยาของคนอเมริกันดูเป็นไปในทางที่ดีขึ้น อันที่จริงนโยบายผ่อนปรนของนินเทนโดอาจเป็นผลพวงมาจากการกดทันของ FTC หรืออาจเป็นอีกวิธีที่จะลดความสูญเสีย คิดดูง่ายๆว่าถ้านินเทนโดแพ้คดีปุ๊บ จะมีผู้ถือลิขสิทธิ์อีกจำนวนมากที่เลียนแบบอะตาริโดยการกระโดดออกมาฟ้องร้อง รายชื่อของคนที่เกลียดขี้หน้านินเทนโดนั้นสั้นอยู่เสียเมื่อไหร่ล่ะ ทนายของนินเทนโดคำนวณแล้วว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ค่าเสียหายที่บริษัทต้องจ่ายอาจสูงถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์ก็เป็นได้
[align=center][attach]2754[/attach][/align]
ข้อเท็จจริงก็คือ ภายใต้หน้าฉากของการกระทำที่เรียกว่าผ่อนปรน นินเทนโดยังคงมีอำนาจล้นเหลือที่จะควบคุมธุรกิจนี้ บริษัทที่ผลิตเกมเองได้ล้วนแต่เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์รายใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับนินเทนโดมาอย่างยาวนาน ใครหน้าไหนมันจะกล้าทุบหม้อข้าวตัวเองโดยการทำตัวมีปัญหากับนินเทนโดล่ะ? ดังนั้น ต่อให้ในอนาคตนินเทนโดทำเป็นวางเฉยไม่ตามบีบเรื่องราคา การผลิตออกมาปีละหลายๆเกม หรือไม่เอาผลการจัดอันดับเกมขึ้นมาขู่ ผู้ถือลิขสิทธิ์ก็แจ้งแก่ใจกันอยู่แล้วว่าต้องเล่นตามบทแบบไหน ถึงจะไม่ขัดกับประสงค์ของนินเทนโด
การไต่สวนของ FTC เริ่มเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบในปี 1991 กระบวนการดังกล่าวอาศัยความร่วมมือของอัยการจากนิวยอร์ค และแมรี่แลนด์ ข้อกล่าวหาที่รัฐมีต่อนินเทนโดคือการควบคุมราคา และพยายามสอบสวนข้อเท็จจริงที่ว่า จริงหรือไม่ที่นินเทนโดคือตัวปั่นราคาของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในตลาดเกมให้สูงกว่าที่ควรเป็น ตัวแทนบริษัทขายส่งและร้านของเล่นในหลายรัฐถูกเชิญไปให้ปากคำ แต่ไม่ยักมีใครปริปากเล่นงานนินเทนโดแบบตรงๆ ผู้จัดการคนหนึ่งให้การว่า "การทำธุรกิจกับนินเทนโดก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาธรรมดานั่นแหละคู๊น ถ้ายอมรับเงื่อนไขของเขาได้เขาจะช่วยเหลือคุณทุกอย่าง แต่ถ้าคุณทำให้เขาโมโหล่ะก็นะ นินเทนโดจะบีบไข่คุณจนหน้าเขียวเชียว"
ไม่นานนักลินคอล์นก็ได้รับการแจ้งมาว่า FTC จะตัดสินลงโทษนินเทนโดสถานหนักยกเว้นจะมีการประนีประณอม เขาเอาเรื่องนี้มาปรึกษาเคอร์บี้และอารากาวา ทุกคนตกลงใจที่จะเซ็นยินยอม "ถ้าทำให้เรื่องมันจบได้" ในการประชุมครั้งต่อมากับบรรดา สส.ของนิวยอร์คและแมรี่แลนด์ (สส.บ้านเค้าน่ารักตรงที่ชอบทำตัวเป็นตัวแทนประชาชน และยุ่งเกี่ยวทุกเรื่องที่ทำให้คนในพื้นที่เลือกตั้งของเขาเสียผลประโยชน์) มีผู้เสนอว่านินเทนโดควรคืนกำไรให้กับประชาชนบ้าง โดยเฉพาะคนที่ถูกนินเทนโดเอาเปรียบด้วยการขายสินค้าราคาแพงๆ
[attach]2753[/attach][b][size=4] คำแถลงของอัยการ[/size][/b]
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่านินเทนโดต้องเลิกควบคุมราคา ไม่ลดปริมาณสินค้าที่จะจัดส่ง รวมถึงไม่กำหนดวันชำระหนี้ที่แตกต่างกันโดยพิจารณาจากสถานะทางการเงินของตัวแทนจำหน่าย
อัยการโรเบิร์ต อับบรามส์แถลงการที่วอชิงตัน ดีซี. ในเดือนเมษายน 1991 ด้วยถ้อยคำอันรุนแรงว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ FTC ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสงครามควบคุมราคา เขาวิจารณ์นินเทนโดว่าทำตัวน่าเกลียดโดยการเที่ยวบีบคั้นให้บริษัทต่างๆยืนราคาเกมไว้ที่ 99 ดอลลาร์อย่างไม่ยอมให้ลด ใครที่ขัดขืนจะถูกตัดเชือกหรือไม่ก็เตะถ่วงไม่ยอมส่งสินค้าให้ กรณีร้ายแรงที่สุดที่นินเทนโดทำก็คือบีบจนบริษัทขายของเล่นยักษ์ใหญ่รายหนึ่งเกือบล่มจม เพียงไปประกาศลดราคาลง 6 เซ็นต์ "นินเทนโดทำราวกับเงิน 6 เซ็นต์ที่ลดนั้นคือกำไรก้อนสุดท้ายที่พวกเขามี" อับบรามส์กล่าว เขายังเสริมอีกว่าคณะทำงานของเขาจะต้องทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงของประเทศทั้งในอเมริกา ญี่ปุ่น และทุกๆประเทศที่คิดจะติดต่อค้าขายกับอเมริกา แต่ท้ายที่สุดเขาประกาศบทลงโทษที่มีต่อนินเทนโด
คำพิพากษาของสำนักอัยการฟังดูแล้วเหลือเชื่อ อับบรามส์ประกาศให้นินเทนโดส่งคูปองมูลค่า 5 ดอลลาร์ให้กับคนอเมริกันทุกคนที่ซื้อ NES ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 1988 จนถึง 31 ธ.ค. 1990 คูปองนี้สามารถใช้แทนเงินสดเมื่อซื้อสินค้าของนินเทนโดได้ โดยภาพรวมการลงโทษครั้งนี้ฟังดูน่ากลัว เพราะนั่นหมายถึงนินเทนโดต้องจ่ายเงินฟรีไม่ต่ำกว่า 25 ล้านดอลลาร์ ว่ากันว่าไอเดียนี้มาจากสมองของปีเตอร์เมนที่เสนอมันต่อคณะกรรมาธิการของ FTC การคืนกำไรกว่า 20 ล้านดอลลาร์ให้กับชาวอเมริกันฟังดูเป็นเรื่องดี แต่ให้ตายเถอะครับ จริงๆแล้วมันเป็นแผนโปรโมชั่นมากกว่าบทลงโทษ แถมยังแสดงให้เห็นถึงความบ่มิไก๊ของหน่วยงานภาครัฐที่ลงมาจัดการกับเรื่องนี้
สื่อมวลชนรายหนึ่งวิจารณ์ว่าคนที่สมควรโดนประณามไม่ใช่นินเทนโดหากแต่เป็นหน่วยงานภาครัฐพวกนั้น อับบรามส์ประกาศชัยชนะให้กับประชาชน และคนส่วนใหญ่ก็ดีใจที่ขูดขนหน้าแข้งของนินเทนโดได้กว่า 20 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ในความเป็นจริงหากพวกเขาอยากใช้ประโยชน์จากคูปองดังกล่าว พวกเขาต้องเสียเงิน 20-70 ดอลลาร์เพื่อซื้อสินค้าของนินเทนโด (จากนั้นก็ยืนคูปองเพื่อขอส่วนลด 5 ดอลลาร์) มันคือแผนเอาปลาเล็กไปล่อปลาใหญ่ชัดๆ อับบรามส์กับคณะทำงานของเขาน่าจะเอาเวลาไปหัดเล่น Super Mario มากกว่าที่จะทำให้เรื่องจบลงแบบนี้
นินเทนโดแถลงข่าวว่าบริษัทต้องได้รับความอับอายกับข้อหาที่ไม่เป็นความจริง ถึงจะเจ็บปวดกับการถูกตราหน้าว่าเป็นนักปั่นราคา นินเทนโดก็จะยืนหยัดเพื่อลูกค้าให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ FTC แถลงว่าถึงอย่างไรก็จะไม่รามือจากเรื่องนี้ นินเทนโดหลุดข้อหาควบคุมราคาแล้วก็จริง แต่ประเด็นของนโยบายลิขสิทธิ์และล็อคเอาท์ชิปยังรอการตัดสินอยู่ ผู้บริหารภาครัฐหลายคนระบุว่าคดีที่อะตาริฟ้องร้องเรื่องการผูกขาดจะต้องได้รับการพิจารณาที่จริงจังกว่านี้ ถ้านินเทนโดผิดก็จะลงโทษอย่างหนัก ถ้าไม่ผิดก็ถือว่ายุติการสอบสวนไป
[attach]2750[/attach] กระหน่ำบล็อคบัสเตอร์
ระหว่างที่รอผลพิจารณาคดีเรามาคุยเรื่องอื่นฆ่าเวลาดีไหมครับ นินเทนโดนอกจากถูกฟ้องแล้วก็มีอยู่ไม่น้อยที่เที่ยวไล่ฟ้องชาวบ้านเขา บริษัทพยายามมาหลายปีแล้วที่จะหยุดธุรกิจให้เช่าวิดีโอเกม นินเทนโดลงมือฟ้องผู้ให้เช่าวิดีโอรายใหญ่ของประเทศที่ชื่อ Blockbuster แถมให้นักล็อบบี้ชื่อแมคซีย์พยายามโน้มน้าวเหล่า สส. ให้ออกกฎหมายต่อต้านการเช่าเกม ในช่วงที่วิ่งเต้นด้านกฏหมายอยู่นั้น นินเทนโดก็เดินหน้าฟ้องร้องและข่มขู่ร้านเช่าเกมเพื่อเป็นการฆ่าเวลา
[align=center][attach]2751[/attach][/align]
[align=center](บน) บรรยากาศของ Blockbuster ในสมัยก่อน[/align]
ร้านเช่าเกมก็ซื้อเกมจากร้านของเล่นเช่นเดียวกับลูกค้ารายอื่นๆนั่นแหละ เพียงแต่พวกเขาซื้อในปริมาณที่เยอะกว่ากันมาก เด็กๆที่พลาดเกมโปรดไปจึงมักแจ้นไปที่ร้านสไตล์บล็อคบัสเตอร์และเช่ามันกลับมาเล่นที่บ้าน พวกเขาพบว่าสามารถเล่นเกมอย่างมาริโอ้หรือคอนทราจบด้วยเงินไม่กี่ดอลลาร์ แทนที่จะต้องจ่าย 4-50 ดอลลาร์เพื่อซื้อเกมดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง เพื่อป้องกันการกระจายเกมไปตามร้านเช่า นินเทนโดแอบแจ้งนโยบายแก่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเงียบเชียบว่า ต่อแต่นี้ให้จำกัดการขายเกมต่อลูกค้าหนึ่งคน เช่น ลูกค้าคนหนึ่งจะไม่สามารถซื้อเกมเรื่องเดียวกันได้เกิน 2-4 ตลับ (โดยอ้างว่าต้องเผื่อแผ่ลูกค้ารายอื่นๆบ้าง) ส่วนเกมที่มาจากผู้ถือลิขสิทธิ์นั้นนินเทนโดไม่ได้บังคับ (พูดง่ายๆก็คือ เช่าได้ก็เช่าไป ไม่ใช่เกมของตู) นโยบายนี้ถือว่ามีผลในทางปฏิบัติและถ้าตัวแทนขายรายได้ไม่ทำตามก็ฟันธงได้เลยว่าถูกนินเทนโดตัดเชือกแน่
ในปี 1987-88 มีคนเริ่มต้นทำธุรกิจให้เช่าเกมของนินเทนโดควบคู่กับการให้เช่าภาพยนตร์ บางร้านมีรายได้ 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดจากการให้เช่าเกมนินเทนโดเพียงอย่างเดียว ร้านส่วนใหญ่อาจมีสัดส่วนของรายได้ไม่มากนัก เช่น 10-18 เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ยังเยอะอยู่ดีถ้าเป็นเชนรายใหญ่เช่นบล็อคบัสเตอร์ที่มีผลประกอบการถึง 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 1990 แม้บริษัทจะออกมาแถลงว่าผลประกอบการจากการให้เช่าเกมนินเทนโดนั้นมีแค่ 150 ล้าน แต่ทุกฝ่ายเชื่อว่าตัวเลขจริงๆคงสูงกว่านั้นมาก แม้ผู้ให้เช่าวิดีโอเกมจะช่วยกันยืนยันว่าธุรกิจนี้มีแต่ให้ผลดีกับนินเทนโด เด็กๆหรือผู้ปกครองสามารถลองเล่นได้ก่อนที่จะซื้อจริงถ้าชอบมัน แต่นินเทนโดคัดค้าน โฮเวิร์ด ลินคอล์นกล่าวว่าการเช่าเกมนั้น...
"...มันยิ่งกว่าข่มขืนทางการค้า เราใช้คนตั้งมากมายพร้อมเวลานับพันชั่วโมงบวกเงินอีกเป็นล้านดอลลาร์ในการสร้างเกมมาหนึ่งเกม เราหวังจะเก็บเกี่ยวกำไรจากความเหนื่อยยากนั้น แต่จู่ๆกลับมีห่านจากไหนไม่รู้โผล่มา เขาทำให้เกมของเราเวียนอยู่ในมือคนนับพันโดยที่เราไม่ได้อะไรเลย ผู้ผลิตเกมและนินเทนโดถูกเอาเปรียบ คนที่เช่าเกมพวกนั้นจ่ายอะไรกลับมาให้นินเทนโดหรือบริษัทที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์บ้าง ไม่มีวันเสียล่ะเพื่อนเอ๋ย"
หลายคนอาจสงสัยว่าการให้เช่าเกมนั้นมันต่างกันตรงไหนกับธุรกิจเช่าภาพยนตร์ โดยทั่วไปกิจการเช่าภาพยนตร์มีตลาดใหญ่โตและทุกฝ่ายก็พร้อมใจให้ความคุ้มครองเป็นอย่างดี บริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์หนังจะประเมินว่าเมื่อใดที่หนังเรื่องหนึ่งๆจะได้ฤกษ์เข้าไปสถิตย์อยู่ตามร้านเช่า ซึ่งปกติมักอยู่ที่ 6 เดือนหรือหนึ่งปีนับจากที่หนังเรื่องนั้นลาโรง อย่างไรก็ตาม สำหรับวิดีโอเกม ร้านเช่าและผู้เล่นไม่มีทางอดใจรอให้ถึงหนึ่งปีได้ เพราะพวกเขาจะมุ่งไปที่ร้านค้าเมื่อถึงเวลาที่เกมออกและใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เกมยอดฮิตนั้นกลับมา สำหรับร้านเช่าพวกเขาจะโกยเกมกลับร้านให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
[align=center][attach]2749[/attach][/align]
นินเทนโดใช้ทุกมาตรการที่จะปฏิเสธการขายเกมให้ร้านเช่าหรือเชนร้านค้าที่มีกิจการคล้ายๆกัน บริษัทบีบคั้นให้ผู้ค้าปลีกทำแบบเดียวกัน ด้วย แต่เมื่อมีผลน้อยมากในทางปฏิบัติบริษัทจึงพยายามเอาเรื่องเข้าสภาคองเกรสและสภาสูงตามลำดับ โดยเข้ากลุ่มกับสมาคมผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่กำลังหาทางยับยั้งการให้เช่าซอฟต์แวร์ทุกชนิด แล้วก็มีบริษัทเช่นไมโครซอฟต์และเวิร์ดโปรเซสซิ่งเป็นแกนนำ
แต่กำไรจากการให้เช่าเกมนั้นงามเกินกว่าจะมองข้าม ดังนั้น VSDA หรือสมาคมผู้ให้เช่าวิดีโอจึงออกโรงคัดค้านการออกกฏหมายฉบับนี้ โดยใช้ข้อโต้แย้งว่าพวกเขาเห็นด้วยทุกประการกับการให้เช่าซอฟต์แวร์ เพราะแผ่นดิสก์ที่บรรจุซอฟต์แวร์นั้นลูกค้าสามารถเอาไปทำสำเนาได้ง่ายๆ แต่กับวิดีโอเกมที่เป็นตลับนั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ใช้ทั่วไปจะก็อปปี้ออกมาได้ เพื่อให้กฏหมายฉบับนี้คลอดออกมาให้เร็วที่สุด สมาคมผู้ผลิตซอฟต์แวร์จึงพร้อมใจกันตัดวิดีโอเกมออกจากข้อกำหนด ลินคอล์นกล่าวว่าสมาคม "หักหลังเพื่อเอาตัวรอด" และพยายามดิ้นรนโดยลำพังแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปในปี 1989
คำพิพากษาของศาลยังไม่ออกมาสักที และสถานการณ์ก็เลวร้ายได้ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ นินเทนโดกลายเป็นตัวชูโรงเมื่อมีการพูดถึงสงครามการค้าของญี่ปุ่นและสหรัฐ การขอซื้อซีแอตเติล มารีเนอร์สของยามาอูจิกลายเป็นเส้นใยบางๆเส้นสุดท้ายที่ชาวอเมริกันจะทน ฮิโรชิให้สัมภาษณ์ใน New York Times ว่าจริงๆแล้วกลุ่มนักธุรกิจในซีแอตเติลนั่นแหละที่มาขอร้องเขาให้ซื้อเดอะมารีเนอร์ส ผู้ว่าการรัฐและ สว .คนหนึ่งของสหรัฐได้มาปรึกษาเขาว่าเจ้าของมารีเนอร์สจะย้ายทีมไปที่ฟลอริด้า หากต้องการให้ทีมอยู่ที่เดิมก็ต้องมีการประมูลหรือไม่ก็ซื้อทีมเอาไว้ ยามาอูจิต้องการตอบแทนประเทศที่ทำให้เขาร่ำรวยบ้างจึงได้ตอบตกลง แต่การทำตัวเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของเขาเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนอเมริกันต้องการ มีฝูงชนรวมตัวประท้วงและตะโกนว่า "เราไม่ต้องการเงินของไอ้ยุ่น!"
แต่คนอีกกลุ่มกับเห็นในมุมที่ต่างออกไป พวกเขาเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเบสบอลทบทวนบทบาทของตัวเองรวมถึงการให้สัมภาษณ์ที่เลวร้ายนั่น การต่อต้านยามาอูจิคือพฤติกรรมที่ไม่ยุติธรรมและแบ่งแยกสีผิว ทีมเบสบอลเมเจอร์ลีกต้องการผู้บริหารทีมที่เป็นคนท้องถิ่น อารากาวาเองก็มีสำมะโนครัวอยู่ในซีแอตเติล แล้วมันธุระอะไรที่ต้องมาจำกัดว่าเจ้าของทีมต้องเป็นอเมริกัน ในเมื่อตั้ง 30 ปีมาแล้วที่มีเจ้าของทีมเบสบอลสัญชาติคานาดาอยู่ [attach]2757[/attach][b][size=4] 108 Games in One และ Action Replay[/size][/b]
ตลอดปี 1992 ทีมขายของนินเทนโดได้พยายามที่จะจับกุมตลับเกมของปลอมที่ผลิตมาอย่างผิดกฏหมาย บริษัททุ่มเงินนับล้านดอลลาร์เพื่อตามจับผู้ลักลอบจำหน่ายโดยได้ความร่วมมือจากศุลกากรของสหรัฐ มีการเข้าทลายแหล่งลักลอบนำเข้าเกมผิดกฏหมายแหล่งใหญ่ในสะพานเหล็กเอ๊ย... ซานฟรานซิสโก, ชิคาโก้, ซานโฮเซ่, แอลเอ และไมอามี่ ในจำนวนนี้เจ้าของสินค้าผิดกฏหมายรายใหญ่ที่สุดเป็นบริษัทชื่อ United Microelectronics ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์รายใหญ่ที่สุดของไต้หวัน คดีนี้ใหญ่โตถึงระดับที่จะสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศได้เพราะ[b]รัฐบาลไต้หวันถือหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์![/b]
ตลับก็อปของไต้หวันสามารถทะลวงปราการของล็อคเอาท์ชิปได้สบายๆด้วยการน็อคการทำงานของชิป กล่าวคือในตลับเกมจะมีชิปพิเศษซึ่งจะทำงานโดยการปล่อยกระแสไฟสวนเข้าไปขาอีกข้างหนึ่งของล็อคเอาท์ชิป ไฟแรงสูงที่เรียกกันว่า Zap นี้จะน็อคให้ซิเคียวริตี้ชิปมึนงงจนทำงานวนไปวนมาและตัวคำสั่งหายลับไปกับอากาศ (อย่างที่โปรแกรมเมอร์ชอบพูดกัน) ด้วยวิธีนี้ตลับเกมจึงสามารถทำงานกับเครื่อง Famicom หรือ NES ได้โดยไม่ต้องผ่านซิเคียวริตี้ชิป
พวกเขายังอัดเกมเข้าไปในตลับกว่าร้อยเกม จากนั้นก็ส่งมันออกจำหน่ายทั่วโลกในราคา 50-100 ดอลลาร์ ซึ่งถูกมากๆเมื่อเทียบกับตลับแท้ โดยมากเกมลักลอบนำเข้าพวกนี้มักขายกันตามร้านเล็กๆชานเมือง เฉพาะปี 1991ปีเดียว นินเทนโดอ้างว่าพวกเขาเสียหายมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และส่วนใหญ่ Rom ที่ใช้กันในตลับก็อปปี้เหล่านั้นผลิตโดย United Microelectronics ที่รัฐบาลไต้หวันหนุนหลังอยู่
[align=center][attach]2755[/attach][/align]
[align=center](บน) กายวิภาคตลับ NES ครับ :)[/align]
นินเทนโดตามล้างตามเช็ดพวกลักลอบนำเข้าเท่าที่จะทำได้ มีการฟ้องร้องในสหรัฐและคานาดามากกว่า 300 คดี แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะได้ผลในสหรัฐ แต่นินเทนโดจนปัญญากับสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร้ายกาจที่สุดเห็นจะเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่นั่นธุรกิจเกี่ยวกับนินเทนโดเป็นของปลอม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ลินคอล์นเล่าว่าที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือด้วยค่าแรงที่ถูกมาก พวกผลิตของปลอมได้พากันตั้งโรงงานในจีนโดยใช้ชื่อนินเทนโด ของที่ส่งออกก็ใช้แบรนด์นินเทนโด บริษัทพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลจีนหันมาสนใจแต่ก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นในปี 1992 คณะกรรมาธิการผู้แทนการค้าตกลงใจจะดำเนินการเรียกร้องแทนนิทเทนโด ซึ่งก็ได้ผล ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐถึงกับตึงเครียดขึ้นมาทันที
ย้อนกลับมาที่อเมริกาบ้าง นินเทนโดหาทางจับกุมบริษัทขายของเล่นในซานฟรานซิสโกชื่อ[color=Navy]เลวิส แกลลูป[/color] ซึ่งข้อหาไม่ใช่การผลิตของเลียนแบบแต่เป็นข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา แกลลูปซื้อลิขสิทธิ์สินค้าต่อจากบริษัทที่อังกฤษและขายมันในนามของ[color=Red][b] Game Ginie[/b][/color] ฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำให้ผู้เล่นปรับเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรระหว่างเล่นเกมของนินเทนโด เช่น มาริโอ้สามารถบินได้ พ่นไฟอย่างไม่มีวันหมด หรือเป็นอมตะฆ่าไม่มีวันตายอะไรทำนองนั้น (เด็กๆรุ่นหลังรู้จักมันในนามของ Action Replay มากกว่า)
โฮเวิร์ดลินคอล์นกล่าวว่ามันเป็นฮาร์ดแวร์ที่ดี แต่เมื่อพิจารณาแล้วนินเทนโดคิดว่ามันเป็นตัวทำลายประสบการณ์ของผู้เล่น เขากล่าวว่า "เครื่องนี้ทำให้มีการแก้ไขโปรแกรม มันไม่เพียงแต่เปลี่ยนการทำงานของเกมนินเทนโด แต่ยังละเมิดลิขสิทธิ์และลดความสนุกสนานของผู้เล่นโดยทำให้เกมง่ายขึ้น..."
นินเทนโดยื่นสำนวนฟ้องในเดือนมิถุนายน ปี 1990 เมื่อแกลลูปประกาศจะผลิต Game Genie ของตัวเองขึ้นมา ข้อโต้แย้งจากนินเทนโดคือบริษัทซอฟต์แวร์ต้องใช้เงินเป็นล้านๆในการออกแบบเกม ดูว่าควรมีตัวละครเท่าใด มีความสามารถอย่างไรเพื่อให้เกมสมดุลย์และท้าทายผู้เล่น การไปเปลี่ยนองค์ประกอบพวกนี้ถือเป็นการไปทำลายเกมดีๆโดยสิ้นเชิง "คิดง่ายๆ คุณเสียเวลาไปเป็นปีเพื่อสร้าง Super Mario 3 ให้สนุกท้าทาย แต่ผู้เล่นผ่านมันไปได้ทั้งหมดด้วยการขี้โกง ถ้าอย่างนั้นองค์ประกอบของความท้าทายก็จะหมดไป เนื้อหาทางธุรกิจของบริษัทเกมก็คือสร้างความท้าทาย คุณว่ามันใช่ไหมล่ะ?"
แต่แกลลูปแย้งว่า "การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเกมเป็นเพียงของชั่วคราว เราไม่ได้แก้เกมให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ ผู้บริโภคเค้ามีสิทธิของเค้า นินเทนโดเอาอะไรมาชี้ขาดไม่ให้ผู้บริโภคเล่นเกมที่เขาเสียเงินซื้อมา ตามวิธีที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะสม" นินเทนโดขอใช้อำนาจศาลระงับการจำหน่ายเกมจีนี่ ในช่วงพิจารณาคดีเพื่อกดดันแกลลูปแต่ศาลไม่เห็นด้วย หลังพิจารณาคดีอยู่ 2 ปีศาลก็ตัดสินให้แกลลูปชนะ เพราะเกมจินี่ไม่ได้ทำการแก้ไขโปรแกรมใดๆในตลับ แต่ต่อให้ทำได้จริงก็ไม่ผิด เพราะมีหลักของการพิทักษ์สิทธิ์ผู้ซื้อคุ้มครองอยู่ นั่นคือผู้ซื้อมีสิทธิ์จะทำอะไรกับสินค้าที่ตัวเองซื้อมาก็ได้ ตราบเท่าที่มันไม่ไปผิดกฏหมายข้อใดข้อหนึ่งเข้า
[align=center][attach]2756[/attach][/align]
[align=center](บน) เกมจินี่สารพัดเวอร์ชั่น และวิธีใช้[/align]
หุ้นของแกลลูปพุ่งขึ้นอีกทันที 20 เปอร์เซ็นต์ภายในวันพิจารณาคดี ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบล้านเพราะมียอดสั่งจองทันทีหลังประกาศคำพิพากษาถึง 5 แสนชุด สื่อมวลชนออกมาวิจารณ์ว่านี่เป็นการแพ้คดีอย่างหมดรูปครั้งแรกในประวัติศาสตร์นินเทนโด มีโทรศัพท์และการแถลงข่าวแสดงความยินดีกับแกลลูปอย่างไม่ขาดสาย ลินคอล์นยอมรับอย่างขมขื่นว่า "ทุกคนในวงการต่างก็สะใจ เหมือนเห็นก็อตซิลล่าจอมเกเรถูกโบยตี" เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "ถ้าเราชนะคดีในศาลอุทธรณ์นะ ผมจะลงทุนเขียนและแถลงข่าวด้วยตัวเอง คอยดูสิ" แต่นินเทนโดก็แพ้คดีในศาลอุทธรณ์อีกเป็นรอบที่สอง
พูดถึงการก็อปปี้ มีหลายบริษัทในอเมริกาเริ่มนำเอา Zapper Technology ที่คิดโดยบริษัทไต้หวันไปใช้และปรับมันให้ดีขึ้น บริษัท[b]เอวีอี[/b]หรือ American Video Entertainment ได้ฟ้องร้องนินเทนโดว่าจงใจดัดแปลงเครื่องรุ่นใหม่ของ NES ให้ไม่สามารถใช้งานกับเกมที่พวกเขาผลิตขึ้นมาได้ (เอวีอีผลิตเกมโดยไม่ได้เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ) ลินคอล์นบอกว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญเพราะการปรับเครื่อง NES ก็เหมือนการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ที่ทำเพื่อป้องกันตลับลักลอบผลิตจากไต้หวัน ไม่ได้จงใจจะกีดกันใครออกจากวงการ แดน แวน เอลเดอเรนผู้เกลียดชังนินเทนโดให้ความเห็นว่าคราวนี้นินเทนโดตัดสินใจได้ดีแล้ว นั่นอาจเป็นเพราะเขาเป็นวิศวกรผู้รักฮาร์ดแวร์ใดๆราวกับลูกในไส้ แวน เอลเดอเรนระบุว่า Zapper Technology เป็นเรื่องอันตราย วิดีโอเกมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ถูกไฟช็อต ถึงแม้ว่าอัตราเจ๊งมันจะมีน้อย แต่เจ้าของเครื่องคนไหนล่ะที่อยากโดนแจ็คพ็อตแบบนั้น
American Video Entertainment ยังพอหาลูกค้าได้จำนวนหนึ่ง เกมของบริษัทได้รับคำชื่นชม เช่น F-15 และ Just Say No (เกมหลังได้รับคำชื่นชมมาก ประโยคเด็ด Just Say No ที่ไม่เอาเหล้าหรือยาเสพย์ติดใดๆเป็นไอเดียที่มาจากนางแนนซี่ เรแกน ภรรยาของอดีตพระเอกหนังชื่อดังและเคยเป็นประธานาธิดีของอเมริกา - โรนัลด์ เรแกน - ) บล็อคบัสเตอร์เป็นลูกค้ารายใหญ่ของเอวีอี เกมของบริษัทส่วนใหญ่ทำรายได้ดี แต่แลกมาซึ่งการลุ้นอยู่ตลอดว่าเมื่อไหร่ที่นินเทนโดจะปรับปรุงฮาร์ดแวร์จนทำให้เครื่อง NES รุ่นใหม่เล่นเกมของพวกเขาไม่ได้อีก
โฮเวิร์ด ลินคอล์นยังคงอุทิศเวลาตามฟ้องร้องทุกบริษัทที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของนินเทนโด สอดส่ายสายตาเพื่อดูว่ามีกิจกรรมหรือประดิษฐกรรมอันใดที่เข้าข่ายนั้น จากนั้นก็จะใช้กำลังทรัพย์ที่มีเข้ากดดัน ฟ้องร้อง ตัดตอนปัญหาทุกอย่างตั้งแต่มันยังไม่แตกหน่อ ว่ากันว่ายามาอูจิชื่นชมความเอาจริงเอาจังของลินคอล์นมาก แต่อย่างน้อยยังมีบริษัทหนึ่งที่ลินคอล์นไม่กล้ายุ่ง เป็นบริษัทที่ผลิตเกม NES โดยไม่ผ่านกระบวนการลิขสิทธิ์ของนินเทนโดชื่อ Wisdom Tree ซึ่งทำเกมเกี่ยวกับไบเบิลออกมาเพื่อการศึกษาเสียเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ Noah's Ark, Baby Moses และ David and Goliath
เพราะอะไรน่ะหรือครับ? ลองนึกถึงพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ เช่น นินเทนโดฟ้องร้องวัดจานบิน เอ๊ย... [color=Darkred]นินเทนโดสั่งฟ้องผู้สร้างเกมจากพระคัมภีร์[/color]ดูสิครับ แค่นี้ก็ทำให้หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์อย่างบิล ไวท์ฝันร้ายไปนับเป็นปีๆแล้ว [b][size=4][color=DarkRed]Nintendo Drama part XV: From Russia with Love [/color][/size][/b]
[attach]2761[/attach][b][size=4] กำเนิด Game Boy[/size][/b]
นินเทนโดเติบโตขึ้นพร้อมๆกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กผู้ชาย ตลาดเริ่มอิ่มตัวจนนินเทนโดจำต้องมองหาลูกค้ากลุ่มใหม่มาเพิ่มด้วย "ลูกค้าของเราส่วนมากอายุ 8 -13 ปี มีอะไรที่มากกว่านี้ไหม? เพราะในไม่ช้าเด็ก 13 ปีก็จะกลายเป็นเด็กอายุ 14 ปีผู้หันไปสนใจอย่างอื่นแทน NES ดังนั้น... ผมว่าเราต้องมองหาลูกค้ากลุ่มอื่นด้วย"
กุนเปอิ โยโคอิและทีมพัฒนาของเขาได้คลอดฮาร์ดแวร์ชิ้นหนึ่งที่มีคุณสมบัติของ Game & Watch และ Famicom รวมอยู่ด้วยกัน ในแง่ของฟามิคอมมันคือเครื่องเล่นเกมคุณภาพสูงที่สามารถเปลี่ยนตลับได้ ในแง่ของ Game & Watch มันมีขนาดค่อนข้างเล็กและพกพาไปเล่นได้ทุกที่ เจ้าสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ถูกขนานนามว่าเกมบอย (Game Boy) มันทำงานได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จเท่าที่เครื่องเล่นเกมพกพาเครื่องหนึ่งจะทำได้
ไม่ค่อยมีคนรู้เท่าไหร่ว่า Sony เองก็ซุ่มพัฒนาเครื่องเล่นเกมพกพาอยู่ น่าเสียดายที่พวกเขาทำออกมาไม่ทันนินเทนโด (ข่าววงในระบุว่าทีมพัฒนาถูกผู้บริหารตำหนิจนน้อยใจพากันลาออกยกทีม) มันก็ตลกดีที่พอย้อนนึกไปแล้ว Sony เกือบได้ Game Man ออกมาฟาดฟันกับ Game Boy ของนินเทนโด แต่ไม่เป็นไรครับ หลายปีให้หลังเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่า Sony PSP หรือ Ninten DS ที่เป็นฝ่ายชนะ
[align=center][attach]2763[/attach][/align]
[align=center](บน) Walkman Series ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในหมู่เด็กแนวสมัยก่อน[/align]
เกมบอยมีขนาดไม่ใหญ่นัก มีหน้าจอเป็น LCD สีเหลืองดำที่ผลิตโดยบริษัทชาร์ป มันถูกวางขายด้วยราคาต่ำกว่าที่ยามาอูจิคิดจะขายค่อนข้างมาก (เขาเคยตั้งราคามันไว้ที่ 100 ดอลลาร์) อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเกมบอยทำงานได้ค่อนข้างดี ดังนั้นการเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กพอๆกับขนมปังกรอบและมีราคา 30 ดอลลาร์นั้น จึงเป็นไปได้ที่จะมีตลาดเฉพาะตัวของมันที่มีขนาดไม่เล็กนักเกิดขึ้น
มีคำวิพากษ์วิจารณ์ออกมาเยอะอยู่เหมือนกันว่าทำไมไม่ใช้จอสี ทีแรกโยโคอิก็ตั้งใจอย่างนั้นแต่ยามาอูจิเป็นคนสั่งให้ใช้จอขาวดำเพื่อเป็นการลดต้นทุน การตัดสินใจดังกล่าวทำให้สามารถขายเกมบอยได้ในราคาต่ำแถมทำงานได้ประทับใจผู้เล่นมากกว่า จอสีในยุคนั้นต้องใช้ถ่าน AA ตั้งแต่ 4-8 ก้อน (ส่วนเกมบอยใช้ 2 ก้อน) ผู้เล่นที่เห่อเกมมือถือจอสีก็ต้องเหนื่อยหน่อยเพราะมันบริโภคถ่านเหลือเกิน อีกประการ ถ้าต้องการลดต้นทุนโดยใช้จอสีคุณภาพต่ำ จะเกิดปัญหาขึ้นคือไม่สามารถมองหน้าจอชัดในที่สว่างมากๆ (ปัญหาเรื่องถ่านกับจอพร่าผมเจอมาแล้วตอนที่ซื้อ Game Gear)
คู่แข่งอย่าง Sega, Atari และ NEC ได้ส่ง Game Gear, Lynx และ PC Engine GT ออกมาสู่ตลาดตามลำดับ พวเขาเยาะเย้ยความกากของหน้าจอเกมบอย แต่กลับขายเครื่องได้น้อยเท่าหอยมดเมื่อเทียบกับที่นินเทนโดขายได้ ที่ญี่ปุ่นเกมบอยประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย และเมื่อ NCL ส่งมันไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐ Toy 'R Us พยายามทุกทางที่จะตะครุบเกมบอยจำนวน 1 ล้านเครื่องในล็อตนั้นเอาไว้ทั้งหมดแต่ไม่สำเร็จ (ทายสิครับ ว่าคราวนี้ใครเป็นคนพูดว่า "เสียใจด้วยเพื่อน เราปฏิบัติกับตัวแทนขายทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน")
Game Boy ยังทำให้เด็กๆเพลิดเพลินในการเล่นเกมสองคนผ่าน Cable Link สิ่งที่ทำให้นินเทนโดปลาบปลื้มเป็นล้นเหลือคือผู้ใหญ่ต่างหากล่ะที่ชอบเล่นเกมบอยมากกว่า ในญี่ปุ่นนั้นภาพของโอตาคุ เอ๊ย... มนุษย์เงินเดือนที่ใช้เกมบอยเป็นตัวฆ่าเวลาขณะเดินทางสามารถพบเห็นได้ทั่วไป พวกเขาล้วงมันออกเล่นแก้กลุ้มในยามไม่มีอะไรทำ และยัดมันลงกระเป๋าเอกสารก่อนจะเดินทางออกไปทำงานต่อ ในเดือนเมษายน 1991 ประชาชนอเมริกันล้วนอมยิ้มกันแก้มตุ่ย เมื่อหนังสือพิมพ์เอาภาพของประธานาธิบดีจอร์จ บุช (คนพ่อ) กำลังเล่นเกมบอยระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาลออกมาตีพิมพ์
[align=center][attach]2760[/attach][/align]
[align=center](บน) เครื่อง Lynx ของอะตาริ (ล่าง) Sega Game Gear และ PC-Engine GT ตามลำดับ[/align]
[align=center][attach]2759[/attach][/align]
เมื่อแรกเห็นเกมตัวนี้ มิโนรุ อารากาวาบอกได้เลยว่ามันต้องขายได้มากกว่าที่ยามาอูจิประเมินเอาไว้ เขาคิดว่าอย่างน้อยมันน่าจะขายได้ซัก 100 ล้านเครื่องก่อนที่จะตกยุคไป อย่างไรก็ตาม เพื่อผลักดันยอดขายให้ถึงขนาดนั้น อารากาวาต้องการสุดยอดแห่งเกมมาเป็นตัวหนุน เขาคิดว่าเขาเจอเกมที่ว่านั้นแล้วในงานแสดงสินค้าเดือนมิถุนายน ปี 1988
มันเป็นเกมที่แรนดี้ โบรเวลีทจากอะตารินำมาโชว์ เป็นเกมตู้ชื่อ Tetris (เททริส) โบรเวลีทบอกกับเขาว่าเทนเจนได้รับลิขสิทธิ์เกมนี้สำหรับทำเป็นเกมตู้ และมีแผนจะขายต่อมันให้กับ Sega ที่ญี่ปุ่น (Sega วางแผนจะนำเททริสลงในเวอร์ชั่นโฮมวิดีโอเกม แต่ถูกนินเทนโดชิงไป ยังผลให้เกิดความแค้นจากบรรดาแฟนบอย จนทำให้มีแก๊กการ์ตูนจากกรณีนี้โผล่มาบ่อยๆจนถึงปัจจุบัน) โบรเวลีทยังบอกต่อว่า ในส่วนของเวอร์ชั่นโฮมวิดีโอเกมนั้น บริษัท BPS ของเฮนค์ โรเจอร์เป็นคนได้ไป และกำลังจะผลิต Tetris เพื่อจำหน่ายบนระบบฟามิคอมที่ญี่ปุ่น อารากาวาได้ฟังแล้วก็โล่งใจที่ยังไม่มีบริษัทรายไหนถือลิขสิทธิ์เวอร์ขั่นพกพาของเกมนี้อยู่
เขาสั่งให้ทีมพัฒนาของนินเทนโดทำเกมที่เป็นต้นแบบของเททริสสำหรับเกมบอย ซึ่งผลที่ได้มันสุดยอดกว่าที่คิด Tetris และ Game Boy นั้นราวกับเป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กัน บล็อคในเกมมีขนาดใหญ่พอดีที่จะมองเห็นชัดเจนจากหน้าจอของเกมบอย ส่วนตัวเกมที่ไม่มีอะไรซับซ้อนกลับเล่นแล้วติดเกินคาด อารากาวาเชื่อว่านี่คือสุดยอดของเกมพัซเซิลที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง "เราต้องได้เกมนี้" เขาประกาศ
ทนายของนินเทนโดได้ติดตามเรื่องเพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์เกมเททริส แต่กลับไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นเจ้าของมันหรือควรไปซื้อที่ไหนกับใคร ข้อมูลเท่าที่ได้บอกว่า Atari ซื้อลิขสิทธิ์เกมต่อจากมิเรอร์ซอฟต์ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ในลอนดอน (ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Miror Soft คือกลุ่มบริษัทของ Maxwell Communications) มิเรอร์ซอฟต์อ้างว่าพวกเขาได้ลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องมาจากผู้คิดค้นเกมในรัสเซีย ข้อมูลที่ได้มีอยู่แค่นั้น อารากาวารู้สึกถึงพิรุธบางอย่างเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เกมนี้ เขาตัดสินใจที่จะส่งตัวแทนไปยังสหภาพโซเวียตรัสเซีย (สมัยนั้น) เพื่อหาทางติดต่อโดยตรงกับใครก็ตามที่เป็นคนสร้างเททริสขึ้นมา
[attach]2758[/attach] [b][size=4]บิดาแห่ง TETRIS[/size][/b]
อเล็กเซ พาจินอฟ (Alexey Pazhitnov) เป็นชายตัวโตราวกับหมีขั้วโลก เขาเป็นลูกชายของพ่อซึ่งเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์และแม่เป็นนักเขียนบทความวารสาร สิ่งที่พาจินอฟโปรดปรานที่สุดตั้งแต่วัยเยาว์คือการได้ดูภาพยนตร์ "มันเป็นทางเดียวที่ทำให้ผมรู้จักโลกภายนอก"
พาจินอฟเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีมากๆ เคยชนะเลิศการแข่งคณิตศาสตร์เยาวชนระดับประเทศ แม้ว่าจะหัวดีแต่พาจินอฟก็เหมือนเด็กชายวัยรุ่นทั่วไป เขาไม่ได้จมอยู่แต่กับกองโจทย์หรือการแก้สมการที่เป็นนามธรรม "ผมก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปนั่นแหละ ชอบเล่นไพ่ ดื่มเบียร์ ดวดวอดก้า แล้วก็สีหญิง กิจกรรมที่เราชอบมากที่สุดคือการออกไปตั้งแคมป์กลางป่า" หลังจบมหาวิทยาลัยพาจินอฟได้งานทำในภาควิชาคณิตศาสตร์ของสถาบันการบินแห่งมอสโคว์ เขาสนุกกับงานสอนจนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาได้รับคำสั่งให้ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยวิจัยโจทย์คณิตศาสตร์ พาจินอฟพบว่า Computer เกิดมาเพื่อคณิตศาสตร์สมชื่อของมัน "เจ้าคณิตกรณ์ตัวร้ายเป็นอาวุธสุดยอดสำหรับสาขาวิชาของเรา ผมเริ่มต้นทำทุกอย่างเท่าที่คอมพิวเตอร์จะทำได้ ไล่ตั้งแต่การเขียนโปรแกรม การสร้างลอจิคทางคณิตศาสตร์ และอื่นๆ"
ความลุ่มหลงในคอมพิวเตอร์ทำให้พาจินอฟได้งานใหม่ที่ Academic of Sciences ในมอสโคว์ ใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนกับเครื่อง Electronica 60 ซึ่งเป็นไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นพระเจ้าเหาของรัสเซีย หัวข้อที่พาจินอฟโปรดปรานเป็นพิเศษคือปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เขาใช้เวลาว่างสร้างเกมพัซเซิลขึ้นมาเกมหนึ่ง เกมที่แสนจะธรรมดาแต่ประจุเอาไว้ด้วยปรัชญาทางคณิตศาสตร์แบบสุดยอด
[align=center][attach]2762[/attach][/align]
[align=center](บน) Alexey Pazhitnov ผู้คิดค้นเกมเททริสจากทฤษฎีทางคณิตศาสตร์[/align]
พาจินอฟใช้แนวคิดแบบโพลิมิโนส์ (polyominoes) ซึ่งเป็นพัซเซิลทางเราขาคณิตของนักคณืตศาสตร์อเมริกันชื่อ Solomon W. Golomb ลักษณะของมันคือการเอาพัซเซิล 4 เหลี่ยมจำนวน 5 ชิ้นมาต่อกันให้เกิดรูปเหลี่ยมได้หลายรูปแบบ (เช่น เส้นตรง ตัวแอล ตัวที) เขาได้ดัดแปลงเพื่อสร้างรูปแบบที่เรียกว่าแพนโทมิโนส์อย่างง่ายๆ และลงเอยด้วยการใช้ชิ้นส่วนเพียง 4 ชิ้น (แทนที่จะเป็น 5 ชิ้น) เพื่อสร้างรูปเรขาคณิตแบบต่างๆ เขาตั้งชื่อเกมนี้ว่า Tetris อันมาจากคำว่า Tetra ซึ่งแปลว่า 4
พาจินอฟยังอาศัยทฤษฎีจิตวิทยาที่ว่ามนุษย์สามารถใช้สัญชาติญาณเรื่อง 7 หลักขึ้นมาได้โดยไม่ต้องคิด (ลองนึกถึงมนุษย์เราที่สามารถจำหมายเลขโทรศัพท์ หรือรหัสนักศึกษา 7 หลักได้ แต่จะมีปัญหาถ้าจำนวนหลักไม่เป็นไปตามนั้น) พาจินอฟออกแบบให้เกมของเขามีรูปทรงเรขาคณิตที่สร้างจากสี่เหลี่ยม 4 ชิ้นอยู่ 7 แบบที่ไม่ซ้ำกัน ด้วยข้อสันนิษฐานทางจิตวิทยา ปฏิกิริยาของผู้เล่นส่วนใหญ่ต่อรูปทรงเหล่านั้นจะเป็นไปโดยธรรมชาติแบบไม่ต้องคิด เป็นเกมที่ผู้เล่นต้องตอบสนองกับมันโดยสัญชาติญาณอัตโนมัต ิและสะท้อนความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้เล่นได้เป็นอย่างดี
แรกเริ่มเดิมทีเขาสร้างบล็อคในเกมเททริสด้วยเครื่องหมายวงเล็บเหลี่ยม (เพราะ Electronica 60 ไม่มี Graphic Mode) แต่เขารู้ดีว่าเกมนี้จะสมบูรณ์ขึ้นถ้าแทนที่ text เหล่านั้นด้วยภาพจริงๆ เขาจึงขอความร่วมมือจากโปรแกรมเมอร์หนุ่มน้อยชื่อเกอราซิมอฟ (หรือ Vadim Gerasimov) เพื่อปรับเททริสให้สามารถเล่นกับเครื่อง PC IBM ได้ เมื่อปรับปรุงเกมเสร็จแล้วเขาได้ copy เกมใส่แผ่นดิสก์เพื่อแจกให้เพื่อนๆในศูนย์ฯให้ทดลองเล่น แล้วก็เผื่อแผ่ไปยังสถาบันจิตวิทยาของเพื่อนเขาด้วย ไม่ช้าไม่นานงานของทั้งสองสถาบันก็ไม่เดินหน้าไปไหนเพราะพนักงานมัวแต่เอาเวลามาเล่น Tetris พาจินอฟได้ขอสำเนาเกมทั้งหมดคืนเพื่อที่จะเอามันไปทำลายทิ้ง แต่สายไปเสียแล้ว ตอนนี้ทั้งมอสโคว์ติดเกมนี้เสียยิ่งกว่าคนติดยา
พาจินอฟวางมือจากเททริสและทำงานวิจัยของเขาไปเรื่อยๆ หัวหน้าของเขาได้เรียกเขาเข้าไปพูดคุยว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับประดิษฐกรรมที่เยี่ยมยอดอย่างเททริส เขาเศร้าใจที่เห็นคนส่วนใหญ่เล่นเกมๆนี้ แต่ก็เรียกมันว่าเกมปัญญาอ่อน "เราไม่มีกฏหมายลิขสิทธิ์" พาจินอฟกล่าว "ถึงอยากมีก็มีไม่ได้ เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าประเทศสังคมนิยมอย่างเรานั้น ประชาชนจะทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม เราทำอะไรเพื่อหาประโยชน์เข้าตัวเองไม่ได้" แต่ทั้งคู่ยังเห็นพ้องต้องกันอยู่อย่างหนึ่งว่า ควรเผยแพร่ Tetris ออกไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศชาติ
วิคเตอร์ บรียาบริน หัวหน้าของพาจินอฟได้ส่งสำเนาของเกมดังกล่าวไปยังศูนย์คอมพิวเตอร์ในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ที่ซึ่งเป็นเสมือนประตูเชื่อมต่อการค้าขายซอฟต์แวร์ระหว่างโลกทุนนิยมกับโลกสังคมนิยม และโรเบิร์ต สไตน์ผู้บริหารของบริษัทอันโดรเมดาซอฟต์จากอังกฤษได้เห็นเกมนี้เข้าโดยบังเอิญ [attach]2764[/attach] [b][size=4]พัซเซิลแห่งลิขสิทธิ์[/size][/b]
สไตน์ทำงานอยู่ในกรุงลอนดอนแม้ว่าเขาเป็นคนฮังกาเรียนโดยกำเนิด เขาเริ่มต้นโดยการขายฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้กับแฮรอดส์และห้างใหญ่อื่นๆในอังกฤษ ในปี 1982 บริษัทซอฟต์แวร์ในฮังการีขอให้สไตน์ช่วยเป็นตัวแทนจำหน่ายเพื่อนำเข้า-ส่งออกสินค้าทาง ICT จากฮังการีสู่ประเทศอื่นๆ เขาจึงตั้งบริษัท Andromeda Software Publisher ขึ้น สไตน์ส่งเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์จากฝั่งอังกฤษเข้าไปในฮังการี และมองหาแอพพลิเคชั่นดีๆราคาถูกจากฮังการีมาทำเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแล้วขายแบบเอากำไร จากธุรกิจนี้เองที่สไตน์ได้เริ่มมีสายสัมพันธ์กับมิเรอร์ซอฟต์ บริษัทขายซอฟต์แวร์ของกลุ่มเงินทุนยักษ์ใหญ่ที่ชื่อแม็กซ์เวล
ในเดือนมิถุนายน 1986 สไตน์ได้เห็น Tetris เข้าด้วยความบังเอิญ (และปรากฏว่าหลังจากทดลองเล่น สไตน์ถึงกับหยุดเล่นมันไม่ได้) จากการสอบถามเขาได้ข้อมูลมาว่าเกมดังกล่าวนี้มาจาก Academic of Sciences ในรัสเซีย นอกจากเวอร์ชั่น IBM PC แล้ว สไตน์ได้เห็นเกมเดียวกันบนเวอร์ชั่นของเครื่อง Commodore64 และ Apple II อีกด้วย แต่นั้นไม่ใช่ฝีมือของพาจินอฟและเกอราซิมอฟ มันเป็นเพียงเวอร์ชั่นที่โปรแกรมเมอร์ชาวฮังกาเรียน port มันออกมาเพื่อให้เล่นเพิ่มเติมได้บนเครื่องที่กล่าวมาเฉยๆ สไตน์บอกว่าเขาจะซื้อลิขสิทธิ์ของเวอร์ชั่น PC นี้จากรัสเซีย และจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้สำหรับ Commodore64 และ Apple II ที่โปรแกรมเมอร์จากประเทศฮังการรีทำการพอร์ทมา
[align=center][attach]2766[/attach][/align]
[align=center](ซ้าย) Tetris Dos version เกมที่ทำให้ผมผ่านวันคืนที่ต้องจากบ้านเกิดในช่วงฝึกงานมาได้ มันนานขนาดนั้นเลย...[/align]
สไตน์เสนอขายลิขสิทธิ์ให้มิเรอร์ซอฟต์ในอังกฤษและบริษัทสเปคตรัม โฮโลไบท์ (Spectrum HoloByte) ในอเมริกา ในการเจรจานั้นระบุว่าลิขสิทธิ์ที่พวกเขาจะได้รับครอบคลุมทุกเวอร์ชั่นเว้นเสียแต่การทำเป็นเกมตู้และเกมพกพา เขาส่งข่าวให้ทางรัสเซียทราบเรื่อง โดยโน้มน้าวว่ารัสเซียจะได้ส่วนแบ่งถึง 75 เปอร์เซ็นต์จากทุกๆบาทที่สไตน์ขายเททริสได้ ทีมรัสเซียพอใจกับข้อเสนอดังกล่าวแต่ขอร้องให้ข้อตกลงนี้ครอบคลุมเฉพาะ Tetris ที่ใช้เล่นกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น ลิขสิทธิ์ในเวอร์ชั่นอื่นขอให้มีการเจรจาเพิ่มเติมในภายหลัง พาจินอฟให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่าคำว่าพอใจของทางรัสเซียไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นสัญญา เพราะยังไม่มีเอกสารอะไรที่เป็นทางการส่งมาด้วยซ้ำ ความหิวเงินของสไตน์ทำให้เขาเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างที่พาจินอฟไม่สามารถให้อภัยได้
โรเบิร์ต สไตน์ลงทุนเดินทางไปที่รัสเซีย มีการเจรจาต่อรองเกิดขึ้น และในเมื่อรัสเซียไม่เคยเจรจาซื้อชายลิขสิทธิ์การต่อรองจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า มีคำถามเกี่ยวกับแนวปฏิบัติยิงมาอย่างไม่รู้จบ ทางรัสเซียจับไต๋ได้ว่าสไตน์ต้องการเกมนี้จนใจจะขาดจึงจงใจถ่วงเวลาเพื่อโก่งค่าตอบแทน โดยหารู้ไม่ว่าสไตน์ก็วางแผนขั้นที่สองด้วยการคิดจะขโมยเกมนี้อยู่เหมือนกัน ถ้าการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์จบลงด้วยความล้มเหลว สไตน์จะบอกกับบริษัทที่ซื้อเกมนี้ไปว่ามันถูกคิดค้นจากโปรแกรมเมอร์ชาวฮังการี อเล็กเซ พาจินอฟผู้อยู่หลังม่านเหล็กไม่มีทางจะร้องแรกแหกกระเชออะไรได้แน่นอน ภายหลังสไตน์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าความผิดครั้งใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของเขาก็คือการไปขอซื้อลิขสิทธิ์เททริสนี่แหละ "ต่อให้เราไม่ซื้อรัสเซียก็ทำอะไรเราไม่ได้ พวกเขาไม่สามารถเอาผิดอะไรกับเราเพราะไม่เคยมีกฏหมายหรือแนวปฏิบัติมารองรับ!"
แต่สายไปแล้วสำหรับแผนชั่วๆ เพราะมิเรอร์ซอฟต์และสเป็คตรัม โฮโลไบต์ซึ่งเล็งเห็นความสุดยอดของเกมนี้ได้ตามกลิ่นไปจนเจอแหล่งกำเนิดแล้วเหมือนกัน สไตน์ได้เซ็นสัญญาขายเกมให้กับบริษัททั้งสองโดยมีลิขสิทธิ์ครอบคลุมในอังกฤษและอเมริกาตามลำดับ ในสัญญาระบุว่าลิขสิทธิ์ Tetris นั้นเป็นของเวอร์ชั่น PC และคอมพิวเตอร์อื่นๆ สไตน์ลงมืออย่างอาจหาญในการขายเกมดังกล่าวทั้งที่เขายังไม่ได้เซ็นสัญญาซื้อขายกับทางรัสเซียเลยด้วยซ้ำ
ส่วนที่รัสเซีย พาจินอฟถูกเรียกตัวไปพบผู้อำนวยการอเล็กซานเดอร์ อเล็กซินโค (ผู้มีชื่อเล่นที่น่ารักน่าชังว่าซาช่า) อเล็กซินโคตำหนิพาจินอฟและทีมว่ากระทำการไปโดยขาดความรอบคอบ พวกเขาทำงานให้กับสถาบันการศึกษาซึ่งตามกฏหมายรัสเซียแล้วห้ามมิให้กระทำการใดๆเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ พาจินอฟไม่ได้ถูกเอาผิดเพราะถือว่าทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (หรือไม่ก็เอาผิดไม่ได้ เพราะตอนนี้ชื่อของพาจินอฟเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วทั้งยุโรปไปแล้ว) หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ของโซเวียตจะทำการยกเลิกสัญญาฉบับนี้ ละทางรัฐบาลจะเป็นผู้ขาย Tetris ให้กับนานาประเทศด้วยตนเอง ซึ่งพาจินอฟก็รับคำด้วยความโล่งอกที่เรื่องยุ่งยากพ้นจากเขาไปได้เสียที
แต่สไตน์ถลำลึกด้วยการขายเททริสให้กับบริษัทอื่นๆไปเสียแล้วนี่สิ เขาพยายามเอาผลประโยชน์กลับคืนมาด้วยการเขียนจดหมายร้องเรียนถึงรัฐบาลโซเวียตอย่างระมัดระวัง ระบุว่าโซเวียตจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียอย่างร้ายแรงที่เพิกถอนสิทธิ์ทางการค้าเสรีในจังหวะที่ต้องขอความร่วมมือจากนานาประเทศแบบนี้ เขาเขียนชี้นำว่าเกมของพาจินอฟจะเป็นทูตแห่งสันติภาพที่จะเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์สองซีกโลกหลังสงครามเย็น หลังทบทวนอย่างรอบคอบ โซเวียตมอบหมายให้หน่วยงานชื่ออิเล็กโทรนอร์กเท็คนิก้า (Elektronorgtechnica) หรืออีลอร์ก (Elorg) เป็นคนเข้ามาจัดการเรื่องขายลิขสิทธิ์เททริสให้กับสไตน์
โดยทั่วไปบริษัทที่ได้รับลิขสิทธิ์ต้องจ่ายเงินก้อนโต ดังนั้นเมื่อทุกอย่างเรียบเร้อยแล้วพวกเขาจะหาทางขายมันให้ได้มากที่สุดเพื่อถอนทุนคืน เฮนค์ โรเจอร์แห่งบริษัท BPS เห็นเกมนี้ในเวอร์ชั่นของสเป็คตรัม โฮโลไบท์จึงขอซื้อลิขสิทธิ์สำหรับ PC และโฮมวิดีโอเกมเพื่อนำมันไปจำหน่ายในญี่ปุ่น
[align=center][attach]2765[/attach][/align]
[align=center](บน) โรเจอร์และพาจินอฟ ผู้กลายมาเป็นเพื่อนรักกันในที่สุด[/align]
ลูอี้ กิลแมนผู้บริหารของสเป็คตรัม โฮโลไบท์ได้โทรไปหาจิม แมคโคโนชี่แห่งมิเรอร์ซอฟต์เพื่อแจ้งข่าวดีว่าขายเททริสได้ แมคโคโนชี่ตกใจสุดขีดและบอกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะเขาเพิ่งขายลิขสิทธิ์ให้กับอะตาริไปเมื่อวานนี้เอง เขาไม่อยากมีเรื่องกับผู้บริหารสุดเขี้ยวที่ชื่อฮิเดะ นากาจิมะ เพราะหมอนั่นกำลังวางแผนที่จะเอาเททริสไปทำตลาดต่อในญี่ปุ่น
แมคโคโนชี่พยายามกล่อมลูอี้ให้ตัดใจเสียจากเรื่องนี้ เพราะการขายลิขสิทธิ์เททริสให้กับอะตารินั้นผ่านการเห็นชอบจากสเปนเซอร์ แม็กซ์เวล ผู้เป็นนายใหญ่ของทั้งมิเรอร์ซอฟต์และสเป็คตรัม โฮโลไบท์ ทั้งคู่ทราบดีว่าถ้ามีข้อขัดแย้งแล้วทางแม็กซืเวลจะเข้าข้างใคร เพราะเควิน แม็กว์เวลลูกชายของประธานบริษัทคือผู้บริหารของมิเรอร์ซอฟต์ ลูอี้ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้จึงได้โทรไปขอโทษขอโพย เฮสค์ โรเจอร์ด้วยตนเอง
โรเจอร์ไม่คิดว่าจะมีใครรับมือด้วยยากกว่ายามาอูจิ เขาจึงลงทุนติดต่อกับฮิเดะ นากาจิมะโดยตรง หลังจากจ่ายเงินก้อนใหญ่แล้วเขาก็ได้ลิขสิทธิ์เวอร์ชั่นโฮมวิดีโอของเททริส วึ่งทำยอดขายได้มากกว่า 2 ล้านชุด
[attach]2767[/attach] [b][size=4] รักสามเส้าของเราสามคน[/size][/b]
กลับมาที่มิโนรุ อารากาวาผู้ได้กลิ่นไม่สู้ดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เททริสของมิเรอร์ซอฟต์ อารากาวานัดโรเจอร์สมาคุยถึงลิขสิทธิ์ของเกมนี้ เขาหย่อนเบ็ดล่อโรเจอร์สว่าถ้า BPS ซึ่งขายเกม Tetris ให้กับฟามิคอมอยู่สามารถซื้อลิขสิทธิ์เวอร์ชั่นมือถือมาได้ NOA จะซื้อลิขสิทธิ์ต่อจากเขาและสมนาคุณให้อย่างงาม อารากาวาใช้แผนกระตุ้นขุนพลโดยแย้มเรื่องของ Game Boy ให้โรเจอร์สฟัง และยิ่งเมื่อชายหนุ่มได้เห็นต้นแบบของเททริสเวอร์ชั่นเกมบอยแล้ว เขารับปากอารากาวาทันทีว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย เมื่อโรเจอร์สจากไปลินคอล์นหันมากระเซ้าเพื่อนรักของเขาว่า "คุณเอาเนื้อมาล่อเสือหิว ผมไม่อยากคิดเลยว่ามอสโคว์จะสะเทือนขนาดไหนถ้าหมอนี่เป็นคนลงมือ"
เดือนพฤศจิกายน 1988 เฮนค์ โรเจอร์สติดต่อกับโรเบิร์ต สไตนืเพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์เททริสเวอร์ชั่นเกมมือถือ สไตน์ตอบกลับมาว่าเขาก็พยายามจะซื้อลิขสิทธิ์ต่อจากอีลอร์กอยู่เหมือนกัน แต่ตกลงอะไรยังไม่ได้ เขาขอให้โรเจอร์สรอสักพัก จากนั้นก็ติดต่อไปยังแมคโคโชี่ที่มิเรอร์ซอฟต์ โดยบอกว่า "เร็วหน่อยเพื่อน เหยี่ยวกำลังได้กลิ่นเนื้อ เราต้องไปเอาลิขสิทธิ์เกมนั้นมาให้เร็วที่สุด" เหตุที่การเจรจาเป็นไปด้วยความล่าช้าก็เพราะสไตน์กำลังมีปัญหากับหัวหน้าคนใหม่ของอีลอร์กที่เข้ามาแทนซาช่า เขาเป็นชายร่างโตราวกับแซงกีฟแห่งเกมสตรีท ไฟท์เตอร์ แต่โค-ตะ-ระฉลาดเป็นกรด ชื่อของชายที่ว่านี้คือนิโคเลฟวิช เบลิคอฟ ผู้ยอมอุทิศทุกอย่างในชีวิตให้กับสหภาพโซเวียตรัสเซียที่เป็นแผ่นดินแม่
โรเจอร์สไม่อาจรอได้เมื่อติดต่อสไตน์อีกหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล เขาตัดสินใจบินไปที่รัสเซียด้วยตัวเองในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1989 เพื่อเอาลิขสิทธิ์เกมพกพาของเททริสมาให้ได้ก่อนใครเพื่อน น่าเสียดายที่ชายหนุ่มไม่ได้เป็นคนเดียวที่คิดแบบนั้น
เควิน แม็กซ์เวลเป็นนายใหญ่ของแมคโคโนชี่แห่งมิเรอร์ซอฟต์ เขานับเป็นทายาทผู้ทรงอิทธิพลของชายผู้กุมอำนาจในธุรกิจสื่อสารมวลชนของอังกฤษโดยแท้ เควินจบการศึกษาจากออกซ์ฟอร์ดและมักบริหารงานตามสไตล์ของผู้บริหารอารมณ์ร้อน เขาที่ประสบความสำเร็จตลอดมาจึงทนไม่ได้ที่การเจรจาเกมเล้กๆเกมหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความเชื่องช้าอืดอาด เควินจับตาดูการทำงานของแมคโคโนชี่มาระยะหนึ่งก่อนจะบอกลูกน้องว่าเรื่องการเจรจาลิขสิทธิ์ Tetris นั้นขอให้ยกเป็นความรับผิดชอบของเขา สกุลแม็กซ์เวลมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับมิคาอิล กอร์บาชอฟประธานาธิบดีของรัสเซีย การเจรจาครั้งนี้เป็นเรื่องกล้วยๆสำหรับแม็กซ์เวลอยู่แล้ว
โรเบิร์ต สไตน์ผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็อยู่ไม่สุขเช่นกัน เขาต้องการลิขสิทธิ์ของเททริสสำหรับขายบนเวอร์ชั่นเกมตู้และเกมมือถือ ซึ่งจากการเก็งกำไรคร่าวๆแล้วมันน่าจะมหาศาลกว่าตลาด PC อยู่หลายเท่าตัว การกดดันจากเฮนค์ โรเจอร์สทำให้เขาอยู่ช้าไม่ได้ สไตน์จึงตัดสินใจจับเครื่องบินไปที่มอสโคว์อย่างเร่งด่วน
...ชายสามคนจากสามประเทศได้พร้อมใจกันเหินฟ้าจากบ้านเกิด มุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโคว์เพื่อสาวงามนางเดียวกันที่มีนามว่าเททริสโดยไม่ได้นัดหมาย [attach]2771[/attach][b][size=4] ลวดลายของเบลิคอฟ[/size][/b]
อเล็กเซ พาจินอฟสามารถบอกได้ทันที่ว่าเขาชอบเฮนค์ โรเจอร์สที่สุดในบรรดาผู้คนที่เขาเคยติดต่อมา โรเจอร์สเป็นคนประเภทเดียวกับเขาคือเป็นทั้งโปรแกรมเมอร์และแฮ็คเกอร์ตัวกลั่น ทั้งคู่ชอบเขียนโปรแกรมพอๆกัน และโรเจอร์สเป็นเพียงคนเดียวที่มองความสวยงามทางคณิตศาสตร์ที่ซ่อนอยู่หลังเททริสออกเท่าที่พาจินอฟหลอกถามมา
เฮนค์โรเจอร์สรู้สึกงุนงงกับการที่ฝั่งรัสเซียไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการซื้อขายลิขสิทธิ์เกม เขาเริ่มเล็คเชอร์เรื่องวงการวิดีโอเกมให้ทางรัสเซียฟังและเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลแล้วว่า ที่ผ่านมาบริษัทที่ติดต่อกับรัสเซียล้วนแต่พยายามเอาเปรียบโดยการปิดบังอะไรหลายๆส่วนไว้ ทำสัญญาให้มีศัพท์แสงยุ่งยากแก่การเข้าใจ ตัวแทนจากทั้งสองฝั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่นาน การเจรจาเรื่องสัญญาเททริสจะมกันในวันรุ่งขึ้นที่ Academic of Sciences พาจินอฟได้นำโรเจอร์สผู้ยังใหม่กับรัสเซียไปกินมื้อเย็นและเลี้ยงเบียร์ฟินนิช ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนรักที่คอยช่วยเหลือกันและกันนับครั้งไม่ถ้วนในเวลาต่อๆมา
การเจรจาเริ่มต้นในวันรุ่งขึ้น ทั้งสองฝั่งบรรลุข้อตกลงว่าด้วยลิขสิทธิ์ของเททริสเวอร์ชั่นเกมมือถือ ด้วยความอิ่มเอิบใจโรเจอร์สย้ำกับที่ประชุมว่าเททริสเวอร์ชั่นนี้จะประสบความสำเร็จไม่แพ้เวอร์ชั่นโฮมวิดีโอเกมอย่างแน่นอน
[align=center][attach]2768[/attach][/align]
[align=center](บน) Tetris เวอร์ชั่นเกมตู้ของเซก้า[/align]
นิโคไล เบลิคอฟไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เขาถามโรเจอร์สเรื่องเททริสเวอร์ชั่นฟามิคอม ชายหนุ่มดึงตลับเกมเททริสที่บังเอิญติดตัวอยู่ออกมาอวด และกล่าวว่ามันคือเกมจากรัสเซียที่ประสบความสำเร็จสุดๆบนเครื่องเกมของนินเทนโด
พวกรัสเซียบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อนินเทนโด "เราไม่เคยขายเกมนี้ให้วิดีโอเกมเจ้าไหน ไม่เคยรับรองอะไร และไม่เคยให้ลิขสิทธิ์ใครทำเรื่องนี้!" เบลิคอฟตะโกนเสียงดัง โรเจอร์สรู้สึกตัวว่าเขากำลังมีปัญหาเสียแล้ว เขาพยายามอธิบายว่าบริษัทของเขาเสียเงินซื้อลิขสิทธิ์จากเทนเจนตั้งมากมาย
"เราไม่รู้จักเทนเจน!" เบลิคอฟพูดและหาดกำปั้นลงโต๊ะดังเป้ง! "คุณพล่ามบ้าอะไรของคุณอยู่"
โรเจอร์สจำต้องเล่าให้พวกรัสเซียฟังถึงความเป็นมาของลิขสิทธิ์เททริส ชายหนุ่มไล่ตั้งแต่สเป็คตรัมโฮโลไบท์ซึ่งเป็นเจ้าของมันในอเมริกา และจบลงที่เขาสามารถกล่อมฮิเดะ นากาจิมะให้ยอมขายลิขสิทธิ์โฮมเวอร์ชั่นนี้แก่ BPS จนได้ โรเจอร์สเล่าทั้งหมดไปเท่าที่เขาทราบ รวมถึงแผนการของอะตาริที่จะขายลิขสิทธิ์เวอร์ชั่นเกมตู้ให้กับ Sega เพื่อนำไปทำตลาดต่อในญี่ปุ่น
ทีมงานฝั่งรัสเซียนั่งอึ้งไปนานสองนาน "เกมตู้ก็ด้วยเหรอ..." เบลิคอฟคราง ท้ายที่สุดเขาก็ตะโกนออกมาเป็นภาษารัสเซียยาวเหยียด ชี้มือชี้ไม้สั่งลูกน้อง ท้ายที่สุดจึงเบรคจังหวะโดยหันมาพูดกับโรเจอร์สว่า "ฟังนะมิสเตอร์ เราไม่เคยขายลิขสิทธิ์เททริสนอกเหนือจากที่เล่นบนคอมพิวเตอร์ให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกมรุ่นไหน หรือเกมตู้เกมตดอะไรทั้งสิ้น เดี๋ยวผมจะเอาเอกสารให้คุณดู"
เอกสารนั่นมีปัญหาอยู่แล้ว เพราะสัญญาที่รัสเซียทำกับสไตน์มีข้อความระบุเอาไว้ว่าอันโรเมด้าซอฟต์แวร์เป็นเจ้าของเททริสฉบับพีซีและบนคอมพิวเตอร์ระบบอื่นด้วย
โรเจอร์สบอกเบลิคอฟว่ารัสเซียอาจกำลังโดนหลอกอยู่ เขาเชื่อว่าอย่างน้อยๆทางรัสเซียก็ไม่เคยคิดจะขายเททริสเวอร์ชั่นที่นอกเหนือจาก PC ออกไป สไตน์อาจตีขลุมด้วยเอกสารเพื่อมัดมือชกในภายหลัง เบลิคอฟยืนยันโดยไม่หันมาถามใครซักคำว่าโดยเนื้อแท้มันเป็นเช่นนั้น เขาถามโรเจอร์สว่าถ้ามีเวลาเตรียมการสักสามสัปดาห์ ชายหนุ่มยินดีจะซื้อลิขสิทธิ์ของเททริสนอกเหนือจากบนคอมคอมพิวเตอร์ "ทุกเวอร์ชั่น" หรือไม่ โรเจอร์สเป็นเสือหิวแต่ไม่ตะกละ เขาติงว่าเรื่องราวอาจมีปัญหาเพราะตอนนี้มิเรอร์ซอฟต์เที่ยวเอาลิขสิทธิ์ไปขายใครต่อใครจนถึงไหนต่อไหนแล้ว อะตาริและเซก้าซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่คงกระทืบ BPS ม้ามทะเล็ดแน่ถ้าเขาทำแบบนั้น
แต่โรเจอร์สมีแผน เขาบอกว่าเขาจะกลับมาใหม่ พร้อมเพื่อนผู้ทรงอิทธิพลที่จะช่วยรัสเซียจากบริษัทจอมเกเรเหล่านั้น เพื่อนของเขามีชื่อว่านินทเนโด
วันต่อมา โรเบิร์ต สไตนืเข้าพบกับเบลิคอฟที่อีลอร์ก คู่เจรจาใหม่ของสไตน์คนนี้ไม่ได้นุ่มนวลเหมือนซาช่า เขาโยนเอกสารโครมลงบนโต๊ะ บอกกับสไตนว่ามีบางอย่างในเอกสารที่ต้องแก้ไข
"แก้ไขอะไร สัญญาเราทำไปแล้ว นี่ผมมาเพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์เกมตู้และเกมพกพานะ..."
เบลิคอฟยืนยันว่า เขาจะเจรจาก็ต่อเมื่อสัญญาถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว สไตน์ไม่มีทางเลือกนอกจากการเอาสัญญาใหม่มานั่งอ่านอย่างถ้วนถี่ เนื้อความในนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนอกจากการใช้คำที่รัดกุมขึ้น รวมถึงกำหนดการชำระเงินที่เข้มงวดขึ้น สไตน์รู้ดีว่าทางรัสเซียไม่พอใจที่เขาจ่ายเงินค่ารอยัลตี้ช้าอยู่เป็นประจำ เพราะงั้นการแก้ไขสัญญาให้รัดกุมขึ้นจึงอยู่ในภาวะที่เขาเข้าใจได้เป็นอย่างดี อนิจจา... สไตน์อ่านสัญญาพลาดไปอยู่บรรทัดหนึ่ง ซึ่งจริงๆแล้วเขาก็ไม่ได้อ่านข้ามหรอก แต่ไม่เฉลียวใจเพราะคิดว่าเป็นบรรทัดของการขยายความเท่านั้น
บรรทัดที่ว่าคือการขยายความว่า คอมพิวเตอร์ในสัญญาหมายถึง "อุปกรณ์ที่ประกอบด้วย Processor, Monitor, Disk Drive, Keyboard และ Operating System" มันเป็นนิยามทั่วไปที่แม้เด็กประถมก็ตอบได้ เขาไม่เห็นอะไรจะผิดปกติตรงไหนในการแก้ไขสัญญา
สไตน์เชื่อว่า "เฮนค์ โรเจอร์สแน่ๆที่วางแผนอุบาทว์เรื่องนี้ขึ้น เขาแนะนำให้พวกรัสเซียแก้ไขสัญญา เพื่อที่จะฉกเอาลิขสิทธิ์เททริสใส่พานไปถวายนินเทนโดบิดาของมัน"
[align=center][attach]2770[/attach][/align]
[align=center](บน) Kevin Maxwell จากอาณาจักรสื่อสารมวลชนเมืองผู้ดี[/align]
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ แมกซ์เวลก็ได้ไปที่อีลอร์กด้วยเหมือนกัน หลังจากโอภาปราศัยกับเบลิคอฟอยู่ครู่หนึ่ง เควินถามอย่างโอหังว่าทำไมการขายลิขสิทธิ์เททริสถึงได้ชักช้านัก เบลิคอฟผู้วางแผนอะไรมาเรียบร้อยแล้วล้วงตลับฟามิคอมที่ได้จากโรเจอร์สออกมา แล้วถามเรียบๆว่า "พอจะบอกได้ไหมว่าไอ้นี่มันคืออะไร คุณแม็กซ์เวล"
เควินหยิบตลับเกมมาพิจารณาดู มันคือเททริสเวอร์ชั่นที่ BPS ผลิตขายในญี่ปุ่น เขาไม่เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยว่าบริษัทของเขาเองนั่นแหละที่อาจขายลิขสิทธิ์ต่อให้กับบริษัทอื่นๆ เขารู้แต่ว่ามีการขายให้กับอะตาริแต่ไม่สนใจว่าใครซื้อต่อจากอะตาริหรือไม่ เบลิคอฟชี้ให้ดูข้อความในตลับว่า เป็นการยืนยันลิขสิทธิ์ที่มาจากอีลอร์ก มิเรอร์ซอฟต์ และเทนเจน
แม็กซ์เวลยืนยันว่าบริษัทของเขาไม่เกี่ยวอะไรกับตลับเกมนี้ พวกเขามีแต่ลิขสิทธิ์เวอร์ชั่น PC เท่านั้น เจ้าเกมตลับนี้ต้องเป็นของเถื่อนที่พวกลักลอบแอบผลิตหรือจัดทำขึ้น เบลิคอฟพยักหงึกๆและจดมันลงในบันทึกการประชุม เขาย้ำว่าเควินยืนยันหรือเปล่าว่าไม่เคยมีลิขสิทธิ์ของเททริสนอกเหนือจากเวอร์ชั่นคอมพิวเตอร์ ซึ่งเควินก็ยืนยันตามนั้น
เบลิคอฟสัญญาว่าจะจัดการกับตลับเกมเถื่อนพวกนี้ให้ เขาตั้งเงื่อนไขว่าอีลอร์กจะให้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการจัดการลิขสิทธิ์เททริสให้เรียบร้อย เควินเห็นว่าสั้นไปหน่อยแต่เขาก็ไม่ทักท้วงเพราะคิดว่ายังไงเสียก็ไม่ทัน และการขอยืดเวลาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอยู่แล้ว มีกรณีแบบนี้บ่อยไปในการทำธุรกิจ เพื่อเป็นการตอบแทนไมตรีของอีลอร์ก เควินตกลงใจจะมอบลิขสิทธิ์การพิมพ์หนังสือมนรัสเซียให้กับอีลอร์ก (ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น Text และหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาราคาแพงๆ) เราคงเห็นกันแล้วนะครับว่า แม้รัสเซียจะไม่มีประสบการณ์เรื่องกฏหมายลิขสิทธิ์ แต่ในด้านอื่นๆแล้วพวกเขาฉลาดไม่เป็นรองใคร
ผลสรุปจากการเจรจา เฮนค์ โรเจอร์สได้ลิขสิทธิ์ของเททริสเวอร์ชั่นวิดีโอเกมและเกมมือถือไป, โรเบิร์ต สไตน์ได้ลิขสิทธิ์เวอร์ชั่นเกมตู้ ส่วนเควิน แม็กซ์เวลผู้น่าสงสารไม่ได้อะไรเลยยกเว้นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ไม่มีราคาค่างวด เขาทำให้ลิขสิทธิ์ที่มีอยู่กลายเป็นของเก๊ที่ลักลอบจัดทำ มิหนำซ้ำยังยกลิขสิทธิ์การทำหนังสือราคาแพงให้กับอีลอร์กไปฟรีๆ "ผมถูกหลอกเพราะความโง่แท้ๆ" เควินยอมรับ "แต่เป็นเพราะผมอยู่ในภาวะกดดัน ผมจะต้องกลับมาพร้อมลิชสิทธิ์เกมตู้และเกมพกพาของ Tetris ลูกค้าของเราคืออะตาริกับเซก้ากำลังขายมันอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ" ว่ากันตามตรงเควินไม่ได้ทำอะไรผิด เขาแค่อยากชดเชยความผิดที่แมคโคโนชี่ลูกน้องของเขาได้ทำเอาไว้เท่านั้นเอง เสียดายที่ปริญญาจากออกซ์ฟอร์ดไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลยในวงการธุรกิจที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล
[attach]2772[/attach][b][size=4] แล้วนินเทนโดก็คาบไปกิน[/size][/b]
เฮนค์ โรเจอร์สเผ่นออกจากรัสเซียทันทีที่งานเสร็จ เขาโทรไปรายงานอารากาวาอย่างเป็นปลื้มว่างานนี้ได้โชคถึงสองต่อ อย่างแรกคือเขาได้ลิขสิทธิ์ของเททริสเวอร์ชั่นเกมพกพามาเรียบร้อยแล้ว อย่างที่สองคือผลพลอยได้ที่พกเอาเวอร์ชั่นของโฮมวิดีโอเกมแถมมาด้วย อารากาวาแสดงความใจกว้างโดยการซื้อลิขสิทธิ์เททริสจาก BPS ในราคางามและอนุญาตให้เขาจำหน่ายมันบนแพลตฟอร์มอื่นๆด้วย (โรเจอร์สกะว่าเขาคงได้กำไรราว 40 ล้านบาทจากงานนี้)
ข่าวดีที่สุดสำหรับอารากาวาเห็นจะเป็นการยืนยันจากรัสเซียว่าไม่เคยขายลิขสิทธิ์เททริสเวอร์ชั่นโฮมวิดีโอเกมให้กับใครเลย สิทธิ์ที่สไตน์ขายให้แก่มิเรอร์ซอฟต์และมิเรอร์ซอฟต์เที่ยวเอาไปขายต่อใครต่อใครนั้น หากยืนยันตามเอกสารสิทธิ์ของรัสเซียแล้ว ของพวกนั้นคือเกมละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมด
ลินคอล์นยอมให้โรเจอร์สชนะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชายหนุ่มมีสิทธิใน Tetris ที่ญี่ปุ่นอย่างแน่นอนไม่ว่าเจ้าของสิทธิจะเป็นนินเทนโดหรือว่าอะตาริ ลินคอล์นมองว่าผลกำไรจากการขายเททริสเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชัยชนะ เพราะจากเรื่องที่เกิดขึ้น เขาเห็นช่องทางแล้วว่าจะแก้เผ็ดฮิเดะ นากาจิมะได้อย่างไร "ความพยาบาทมีรสชาติที่หอมหวาน" เขายอมรับ ไม่มีใครตำหนิลินคอล์นในเรื่องนี้ เพราะใครกันล่ะจะยอมอภัยให้เพื่อนผู้ที่ต้องทำให้เพื่อนเสียเวลา 2-3 ปีกับเงินอีก 500 ล้านดอลลาร์ไปเปล่าๆ
นินเทนโดเสนอค่าลิขสิทธิ์ให้อีลอร์กด้วยเงินสูงลิบพร้อมค่ารอยัลตี้สำหรับทุกตลับที่ขายได้ จำนวนเงินที่ระบุนั้นมหาศาลเสียจนอีลอร์กรู้สึกว่าการทำธุรกิจที่ผ่านมานั้นพวกเขาโดนเอาเปรียบ (โดยเฉพาะกับสไตน์ที่ไม่เคยจ่ายเงินตามเวลา) วันที่ 15 มีนาคม อีลอร์กส่งเทเล็กซ์ไปยังมิเรอร์ซอฟต์ว่าเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ให้นั้นหมดลงแล้ว มิเรอร์ซอฟต์มีเวลาอีกหนึ่งวันที่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางทำทันภายในหนึ่งวัน เควินที่ตายใจว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือต้องพบกับความผิดหวัง เพราะท้ายที่สุดนินเทนโดก็ฉกเอาลิขสิทธิ์ของสุดยอดพัซเซิลเกมนี้ไปครอบครองได้ในที่สุด
ด้วยความเป็นห่วงว่าอะตาริจะระแคะระคาย ลินคอล์นสั่งลูกน้องให้ดำเนินการติดต่ออย่างเป็นความลับที่สุด เอกสารระหว่างนินเทนโดและอีลอร์กจึงคลุมเครือราวกับรหัสของสายลับ ซึ่งก็ไปกระตุ้นต่อมอยากรู้ของ CAI และ KGB เข้า ทั้งสองหน่วยสืบราชการลับพากันสงสัยว่าบริษัทขายของเล่นกับกรมการส่งออกซอฟต์แวร์กำลังวางแผนจารกรรมอะไรกันอยู่หรือเปล่า จึงลงมือสืบความลับกันอย่างเงียบเชียบ มีการสะกดรอยและดักฟังโดยที่อารากาวากับลินคอล์นไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
โรเจอร์ส อารากาวา และลินคอล์นบินไปรัสเซียเพื่อพบกับทีมงานของอีลอร์กในวัยที่ 20 มีนาคม 1989 ทำความรู้จักกับอเล็กเซ พาจินอฟผู้ออกแบบเกม และนิโคไล เบลิคอฟหัวหน้าของอีลอร์ก ทั้งสองฝ่ายเจรจาเรื่องผลประโยชน์จนเป็นที่พอใจ หลังการประชุมทีมของนินเทนโดได้ไปเยี่ยมอพาร์ทเมนของพาจินอฟ อารากาวาเอาเกมบอยพร้อมเททริสไปฝากเด็กชายปีเตอร์ เพื่อให้เด็กชายได้เล่นเกมที่พ่อของเขาเป็นคนคิด ทุกคนนั่งจิบวอดก้าไปพลางเสวนาไปพลาง ลินคอล์นตระหนักแล้วว่าสิ่งที่โรเจอร์สพูดเกี่ยวกับพาจินอฟนั้นถูกต้องทุกอย่าง เขาเป็นอัจฉริยะที่ใจกว้างและมีสปิริตมากที่สุด เท่าที่จะหาได้จากชาวรัสเซียโดยทั่วไป
[align=center][attach]2769[/attach][/align]
[align=center](บนซ้าย) ภาพคลาสสิคที่หายาก พาจินอฟเมื่อครั้งพบท่านประธานยามาอูจิ[/align]
ก่อนจะสรุปผลเพื่อเซ็นสัญญา ลินคอล์นต้องการทราบความชัดเจนว่าเจ้าของผลงานควรจะได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง คำตอบของทางรัสเซียชัดเจนคือผลประโยชน์ทุกบาททุกสตางค์จะเป็นของอีลอร์กและ Academy of Sciences เนื่องจากพาจินอฟทำงานให้ที่นั่น พาจินอฟพยักหน้ายืนยัน เขาเตรียมใจไว้แล้วสำหรับเรื่องนั้น สิ่งที่ชายหนุ่มได้จากเททริสที่ทำเงินและสร้างความร่ำรวยให้กับผู้คนเป็นล้านๆดอลลาร์ คงไม่ได้มากกว่าคำชมนิดหน่อย แต่เขาไม่แคร์ เกมนี้อาจเปิดอนาคตเส้นทางอื่นให้กับเขา แต่ไม่ใช่เงิน
ก่อนพิธีลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการ ที่ประกอบด้วยผู้บริหารฝั่งนินเทนโด อีลอร์ก และรองประธานาธิบดีด้าน ICT ของประเทศคือ เอ็ดวาร์ด แมคซาคอฟ ทางอะตาริและแม็กซ์เวลที่เพิ่งทราบเรื่องพยายามที่จะหยุดการลงนามในครั้งนี้ แม็กซืเวลส่งจดหมายมาหาเบลิคอฟและประณามการกระทำที่ไร้จรรยาบรรณของอีลอร์ก ในจดหมายระบุไว้อย่างละเอียดว่า เรื่องนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาระหว่างการเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ หากรัสเซียไม่จัดการลิขสิทธิ์เกมเททริสให้เข้าที่เข้าทาง อังกฤษจะดำเนินการทั้งทางกฏหมายและการเมืองจนถึงที่สุด (ตกลงว่ากฏหมายกับการเมืองนี่มันคนละเรื่องกันสินะครับ เหมือนบ้านเราเลยเนาะ)
พิธีลงนามผ่านไปในที่สุด เบลิคอฟส่งจดหมายไปยังมิเรอร์ซอฟต์แจ้งว่า "เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ความล่าช้าของคุณ ทำให้เราต้องยกลิขสิทธิ์เกมให้กับบริษัทอื่นไป" คนที่เดือดร้อนที่สุดเห็นจะเป็นสไตน์ เขาได้ลิขสิทธิ์เกมนี้มาด้วยความยากลำบาก แต่แม็กซ์เวลกลับโยนมันทิ้งเพราะขาดความระวัง มิเรอร์ซอฟต์กำลังตกที่นั่งลำบากเพราะอะตาริที่ซื้อลิขสิทธิ์ไปนั้นได้ลงทุนเป็นล้านๆกับเกมๆนี้ บริษัทมีแผนจะทำเวอร์ชั่นของ NES ออกมาขายในนามของเทนเจน
ส่วนที่สำนักงานใหญ่ของ NOA โฮเวิร์ด ลินคอล์นฮัมเพลงก่อนที่จะบรรจงกดส่งแฟกซ์ที่เขาลงมือร่างด้วยตนเองไปยังอะตาริ ข้อความถูกส่งให้ฮิเดะ นากาจิมะ โดยอ้างถึงกรรมสิทธิ์ในเกมเททริส และขอให้อะตาริหยุดกระทำการผิดกฏหมายทุกอย่างเกี่ยวกับเกมนี้ เดนนิส วู้ดหัวหน้าทนายของอะตาริโทรไปหานากาจิมะด้วยน้ำเสียงบึ้งตึง เทนเจนตอบกลับแฟกซ์ของนินเทนโดอย่างระมัดระวัง ยืนยันว่าสิทธิในเกมนี้ของพวกเขาถูกต้องตามกฏหมายทุกอย่าง พวกเขาโทรไปโวยวายที่มิเรอร์ซอฟต์ ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันมาว่าลิขสิทธิ์เรียบร้อยดี หามีปัญหาอะไรไม่...
กล่าวถึงลอนดอนกันบ้าง จิม แมคโคโนชี่บอกแม็กซ์เวลว่าพวกเขาถูกนินเทนโดฟาดเอาซึ่งๆหน้า เควินตัดสินใจบอกพ่อเขาให้รับรู้ ท่านประธานใหญ่ของเครือแม็กซ์เวลถึงกับตัวสั่นอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่เมื่อได้รับรายงาน [attach]2773[/attach][b][size=4] เมื่อยักษ์ใหญ่เริ่มขยับ[/size][/b]
โรเบิร์ตฟังสิ่งที่เควินผู้เป็นลูกเล่าอย่างระมัดระวัง จริงอยู่ที่มิเรอร์ซอฟต์สูญลิขสิทธิ์ในเกมไปเพราะขาดเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่โรเบิร์ตถือว่าทางรัสเซียรับปากเควินก่อนแล้ว มันคือสัญญาสุภาพบุรุษ สำหรับผู้ดีอังกฤษอย่างเขาคงไม่มีอะไรชวนให้ฉุนมากกว่าการหักหน้าอย่างที่พวกรัสเซียทำ พวกมันไม่รู้เลยหรือว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร
ในช่วงนั้นโรเบิร์ต แม็กซ์เวลขยายกิจการสื่สารมวลชนจนครอบคลุมทั่วจักรภพอังกฤษ เขาเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่เคยประกาศไว้อย่างชัดเจนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่า "ในอนาคต ข่าวสารจะเป็นสินค้ามีราคาไม่ต่างอะไรกับน้ำมัน" เขามีความฝันที่จะเป็นเจ้าพ่อวงการสื่อสาร และทำกิจการอย่างแน่วแน่ด้วยการทยอยซื้อรวบบริษัทสื่อสารมวลชน บริหารมันจนประสบความสำเร็จทั้งในอังกฤษ จีน รัสเซีย และบราซิล
นอกจากฝีมืออันจัดจ้านด้านธุรกิจ เขายังใช้อิทธิพลที่มีสร้างเส้นสายทางการเมืองจนได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาของนากยกรัฐมนตรีอิสราเอล และคานาดา เป็นหนึ่งในหัวหอกคนสำคัญที่คอยต้านพรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรีมากาเร็ต แธตเชอร์และนายจอห์น เมเจอร์ในอังกฤษ เขาได้รับโทรศัพท์จากผู้นำหลายประเทศทุกวัน วันละหลายๆสายเพื่อขอคำปรึกษาในธุรกิจการสื่อสาร
[align=center][attach]2775[/attach][/align]
[align=center](บน) Sir Robert Maxwell เห็นความไม่ธรรมดาของท่านเซอร์ไหมล่ะครับ?[/align]
แม็กซ์เวลผู้พ่อได้รับความเชื่อถือจากประธานาธิบดีกอร์บาชอฟเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับฝั่งเครมลินเป็นเวลาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยของเบรสเนฟหรือครุสชอฟด้วยซ้ำ เงินก้อนโตจากเททริสไม่ได้สลักสำคัญกับเขาเท่ากับการถูกหักหน้า ทันทีที่เควินเล่าเรื่องจบ เขาเอามือทุบโต๊ะคำรามลั่น "พวกมันจะได้รู้!"
แม็กซ์เวลเขียนจดหมายหาเพื่อนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในเครมลิน หนึ่งในนั้นคือรัฐมันตรีกระทรวงพาณิชย์ของรัสเซีย เขาอ้างว่าธุรกิจที่ทำร่วมกับรัสเซียมูลค่ามหาศาลไม่ว่าจะเป็น ICT หรือสื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะจบสิ้นลง "เพราะการกระทำที่ไม่โปร่งใสของหน่วยงานเล็กๆหน่วยงานหนึ่ง"
ในขณะที่เบลิคอฟตระหนักว่าปัญหากำลังก่อตัวขึ้น แม็กซ์เวลได้ติดต่อกับรัฐบาลอังกฤษและขอให้ลอร์ด ยัง ซึ่งเป็น รมว.กระทรวงพาณิชย์ของอังกฤษยื่นมือเข้าช่วยเหลืออีกแรง เขาต้องการให้ Tetris กลายเป็นประเด็นการค้าระหว่างประเทศ และถูกหยิบยกขึ้นมาถกในการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศในช่วงที่ประธานาธิบดีกอร์บาชอฟเดินทางมาอังกฤษ แม็กซ์เวลมั่นใจว่าพวกรัสเซียคงไม่ต้องการให้ปัญหานี้ลุกลามแน่ๆ
ส่วนที่รัสเซีย คนของอีลอร์กและอคาเดมิคฯวิ่งกันจ้าละหวั่น เพราะรู้ดีถึงคราวซวยที่กำลังจะมาถึง แต่เบลิคอฟยังคงสงบนิ่ง เขามั่นใจว่าทำทุกอย่างลงไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ มิเรอร์ซอฟต์ขาดความจริงใจและให้เงินมาเสี้ยวเดียวเมื่อเทียบกับนินเทนโด นอกจากนี้พวกเขายังไม่เคยจ่ายเงินตรงเวลา และดูเหมือนมีเจตนาจะขโมยเททริสอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของรัสเซียไป เบลิคอฟเชื่อในความเป็นคนตรงของท่านประธานาธิบดี เขายืนยันว่าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง จึงไม่เคยแสดงอาการครั่นคร้ามเมื่อต้องชี้แจงหรือโต้ตอบกับอำนาจของเบื้องสูงที่กระหน่ำกดดันลงมา
หิมะในรัสเซียแทบระเหยกลายเป็นไอเมื่อศึกอันดุเดือดระหว่างอีลอร์กและนักการเมืองผู้นิยมอังกฤษในเครมลินเกิดขึ้น มีจดหมายราชการที่เป็นหนังสือโต้ตอบกองพะเนินเทินทึก มีการสั่งสอบสวน แม้กระทั่งการข่มขู่เบลิคอฟว่าจะส่ง KGB เข้ามาจัดการเรื่องนี้ แม็กซืเวลตอกย้ำการมีอำนาจบาตรใหญ่ของตนด้วยการขอเข้าพบประธานาธิบดีกอร์บาชอฟเป็นการส่วนตัว เขานั่งเครื่องบินส่วนตัวมาลงรัสเซียโดยใช้ข้ออ้างต้องการหารือกับท่านเรื่องของธุรกิจการสื่อสาร สิ่งพิมพ์ และการผลิตกระดาษในรัสเซีย (แต่ประเด็นแรกที่แม็กซ์เวลพูดกลับเป็นเรื่องเททริส ซึ่งกอร์บาชอฟก็รับปากว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย)
ลินคอล์นและทีมทนายเดินทางไปรัสเซียอีกรอบเพื่อจัดการกับเอกสารในขั้นสุดท้าย เขาพบเบลิคอฟ พาจินอฟ และทีมของอีลอร์กที่ยืนตัวสั่นงันงกแบบผิดสังเกต ลินคอล์นพบว่าเขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ โชคดีที่เบลิคอฟหาจังหวะปลอดคนเล่าเรื่องราวให้เขาฟังว่าอะไรเป็นอะไร การประชุมเต็มไปด้วยบรรยากาศแปลกประหลาด ทีมของนินเทนโดถูกสะกดรอย 24 ชั่วโมง มีการดักฟังโทรศัพท์ในโรงแรม แอบถ่ายรูปขณะเดินเล่น ที่ทำเอาลินคอล์นยิ้มไม่ออกก็คือ เขาพบไมโครโฟนดักฟังโดยบังเอิญที่โต๊ะอาหารของโรงแรม (แหล่งข่าวไม่ได้บอกว่าเขาเอาแยมสีขาวไปป้ายหัวไมค์หรือเปล่า)
สุดท้ายรัสเซียก็เข้าข้างนินเทนโด โรเบิร์ต แม็กซ์เวลให้สัมภาษณ์อย่างโกรธแค้นบนเครื่องบินส่วนตัวระหว่างเดินทางไปอิสราเอลว่าเป็นเพราะความไร้อำนาจของกอร์บาชอฟ แต่ทุกคนเชื่อว่าเรื่องแค่นี้ไม่ทำให้แม็กซ์เวลเสียศูนย์ เขาเจอมามากกว่านี้เยอะในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ
[attach]2774[/attach][size=4][b] วันพระไม่ได้มีหนเดียวหรอก ฮิเดะจัง [/b][/size]
เทนเจนลงมือยื่นฟ้องเรื่องเททริส และก็เป็นอีกครั้งที่โฮเวิร์ด ลินคอล์น กับจอห์น เคอร์บี้ ต้องปะทะกับเดนนิส วู้ดแห่งอะตาริ คดียืดเยื้อและสนุกสนานเพราะมีการสอบปากคำกันทั้งในอเมริกา อังกฤษ และรัสเซีย ข้อสรุปจากทีมงานที่เกี่ยวข้องก็คือ กระบวนการยุติธรรมในสามประเทศดังกล่าวมีคุณภาพพอๆกันคือทำงานได้ช้าบรรลัย
เทนเจนส่งเกมเททริสออกจำหน่ายโดยไม่ได้สนใจคำเตือนจากนินเทนโด หรือคำสั่งของศาลแต่อย่างใดทั้งสิ้น บริษัทหยามน้ำหน้านินเทนโดด้วยการจัดแถลงข่าวใหญ่โตที่โรงแรมระดับห้าดาวในเดือนพฤษภาคมปี 1989 พวกเขามั่นใจจะชนะคดีเพราะลิขสิทธิ์ที่ได้รับจากสไตน์คือลิขสิทธิ์ขอเททริสบนคอมพิวเตอร์
"NES เป็นคอมพิวเตอร์ มันทำงานด้วยไมโครโปรเซสเซอร์และรันซอฟต์แวร์ได้ แถมนินเทนโดมีแผนที่จะพ่วงโมเด็มพร้อมคีย์บอร์ดเข้ากับเจ้าสิ่งนี้ ในญี่ปุ่นพวกเขาเรียกมันว่า Family Comuter" ทนายความของอะตาริอ้าง "ถามหน่อยเถอะ ถ้าเจ้าเครื่องนี้ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ มันเป็นกระเป๋าของโดเรมอนหรือไงกัน?"
อะตาริลงทุนมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์และใช้เวลาเป็นปีๆสำหรับเททริส มียอดสั่งจองมากกว่า 2 แสนตลับในล็อตแรก ฮิเดะ นากาจิมะยืนยันว่านินเทนโดวางแผนชั่วร้ายที่จะขโมยเททริสไปจากเขา และระบุว่าทั้งหมดทั้งเพมาจากความต้องการแก้แค้นเทนเจนในคดีฟ้องร้องเรื่องการผูกขาด ลินคอล์นให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ผมไม่รู้ว่าเป็นการแก้แค้นหรือเปล่า มันเป็นเรื่องทางการค้า อ้อ มีสุภาษิตญี่ปุ่นบทหนึ่งที่ผมชอบมาก เค้าบอกว่าความพยาบาทมีรสชาติที่หอมหวาน ไม่รู้เหมือนกันว่ามิสเตอร์นากาจิมะคิดยังไงกับสุภาษิตนี้"
ท้ายที่สุดนินเทนโดก็ชนะคดี พาจินอฟกลายเป็นทูตวัฒนธรรมจำเป็นเมื่อเดินทางไปถึงอเมริกา ส่วนอารากาวาถึงกับยิ้มไม่หุบเมื่อจำนวนผู้เล่นที่เป็นผู้ใหญ่พุ่งสูงขึ้นถึง 46 เปอร์เซ็นตจากที่เคยเป็นอยู่ เกมบอยขายได้ 32 ล้านเครื่องในปี 1992
ศึก Tetris ได้จบลงพร้อมความพังพินาศของหลายๆฝ่าย โรเบิร์ต สไตน์ผู้นำเอาเททริสมาให้ชาวตะวันตกรู้จักต้องเสียทุกอย่างในมือไป แม้จะเป็นเจ้าหนี้เทนเจน แต่อะตาริประกาศที่จะไม่จ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้กับมิเรอร์ซอฟต์จนกว่าผลพิจารณาคดีจะกระจ่างชัด เมื่อไม่มีเงินหมุนเขาก็ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับรัสเซียเพิ่มเติมได้ยังผลให้ลิขสิทธิ์เกมถูกตัดไปในที่สุด อะตาริได้หันมาเล่นงานต้นเหตุที่ทำให้บริษัทสูญเสีย แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรกับอันโดรเมด้าที่จนกรอบ มิเรอร์ซอฟต์ที่ดูเหมือนมีเงินถุงเงินถังจากแม็กซ์เวลอุดหนุนก็เช่นกัน บริษัทประสบปัญหาจากการขาดทุนของเครือแม็กซ์เวล โรเบิร์ตถูกโจมตีเรื่องทุจริตและคอร์รัปชั่นในธุรกิจสื่อสารตามด้วยการตายอย่างมีปริศนาของเขาในเวลาต่อมา
[align=center][attach]2776[/attach][/align]
นินเทนโดทำผลงานได้ดีที่สุดอีกแล้ว Tetris คือปัจจัยหลักที่ทำให้คนอเมริกันซื้อเกมบอย (เวอร์ชั่น NES ก็ทำยอดขายได้ดีถึง 3 ล้านตลับ) ผลพวงจากการซื้อเครื่องทำให้นินเทนโดขายซอฟต์แวร์ของเกมบอยได้เฉลี่ยอีก 3 เกม/เครื่อง/ปี ถ้านับซอฟต์แวร์อย่างเดียวเททริสทำเงินให้นินเทนโดได้ราว 80 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าพ่วงมูลที่ทำให้เกมบอยด้วย ยอดขายที่นินเทนโดได้จากเททริสมีมูลค่านับพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
อเล็กเซ พาจินอฟเสียอีกที่ไม่ได้อะไรจากเททริสเลย อีลอร์กนำเงินทุกบาทที่ได้เข้าประเทศหมด ชาวตะวันตกหลายคนออกมาวิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรม แต่เบลิคอฟยืนยันว่า "ถ้าเกมนี้ผลิตโดยพนักงานในบริษัทโบอิ้ง เงินที่ได้จากการขายสมควรให้กับโบอิ้งหรือว่าให้คนๆนั้น"
เฮนค์ โรเจอร์สเจ็บปวดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนรัก ถ้าพาจินอฟเป็นอเมริกัน เขาสามารถทำเงินได้ 15 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายทั้งหมด ถ้านับแค่ลิขสิทธิ์อย่างเดียวพาจินอฟควรจะได้เงินอย่างน้อย 20 ล้านดอลลาร์แทนที่จะเป็นเครื่อง IBM PC เพียงเครื่องเดียวอย่างที่เป็นอยู่ มันเป็นเรื่องที่นักคณิตศาสตร์ผู้สามารถแก้โจทย์ยากๆอย่างพาจินอฟไม่มีวันเข้าใจ ว่าทำไมบรรดาอเมริกันชนถึงไม่ยอมเชื่อว่าเขาไม่ขมขื่นอันใดกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาตระหนักว่านี่เป็นความต่างของคนในโลกสังคมนิยมกับทุนนิยม คนเหล่านั้นวัดความสำเร็จกันด้วยเงินทอง
"สำหรับผมแล้ว [color=Red][b]การที่เกมของผมมีคนเล่นกันอยู่ทั่วโลก เท่านี้ผมก็มีความสุขแล้ว...[/b][/color]"
[quote]ศึกเททริสจบไปแล้ว แต่สงครามครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
นินเทนโดจะสู้ศึก 16-บิท กับ NEC และ SEGA อย่างไร
โปรดติดตามตอนต่อไปใน Nintendo Drama ตอน [b]เม่นสายฟ้าฟัดช่างประปานักกระโดด[/b][/quote]
หน้า:
[1]
,