พระเจ้าจากอวกาศ ตอนที่ 2 - 3
[b][color=DarkRed][align=right]:: เรียบเรียงโดย Sonic ::[/align][/color][/b][align=center][attach]1160[/attach][/align]
[attach]1159[/attach]
เอาล่ะครับ มาต่อกันเสียทีสำหรับเรื่องของพระเจ้าจากอวกาศ สำหรับท่านที่เพิ่งติดตามเรื่องนี้ อาจจะรู้สึกว่ายกเอาแต่เรื่องเก่าโบร่ำโบราณขึ้นมาเล่า ความมันส์มันอยู่ตรงความโบราณนี่แหละครับ เพราะยิ่งเก่าเท่าไหร่ เราก็ยิ่งแน่ใจได้ว่า มนุษย์โลกเรา เคยติดต่อพบปะกับมนุษย์ต่างดาวจากโพ้นอวกาศมานานแสนนานแล้ว ในภาคที่สองของซีรี่ส์พระเจ้าจากอวกาศ ผมขออนุญาตพาทุกท่านหลบจากมายา - อินคา ในอเมริกาใต้ ไปสู่ความร้อนระอุของทะเลทรายในแอฟริกา คนพื้นเมืองโบราณของที่นี่เป็นเพียงกลุ่มชนเล็กๆ ยังชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ ไม่ได้มีอาณาจักรใหญ่โตเหลือเชื่ออย่างชาวอินคา กระนั้น หลักฐานที่จะนำมาเล่าให้ท่านฟังในวันนี้ ก็ยืนยันได้เป็นอย่างดีครับ ว่าชาวแอฟริกันก็เคยติดต่อกับพระเจ้าจากอวกาศมาก่อนเช่นกัน เอาล่ะครับทาครีมกันแดด แล้วก็โดดเกาะท้ายรถนายโซนิคไปแอฟริกากันเลย
[align=center][attach]1161[/attach][/align]
[align=center][color=Red]เทพมัจฉานอมโมสในจินตนาการครับ [/color][/align]
ในประเทศมาลี แอฟริกาตะวันตก มีชนเผ่าโบราณกลุ่มเล็กๆที่ชื่อว่า[b]ชาวโดกอน[/b] เผ่านี้ก็เหมือนพวกปิ๊กมี่ครับ ทำมาหากินแบบยังชีพ ไม่ได้มีอะไรวิลิศมาหราแม้แต่น้อย เรื่องน่าอัศจรรย์ใจของชาวโดกอนก็คือ พวกเขามีความรู้ทางดาราศาสตร์เป็นเยี่ยมมากครับ พวกเขาศึกษาดาราศาสตร์มานานมากกว่า 5000 ปีแล้ว มีตำนานโบราณบทหนึ่งของชาวโดกอนที่กล่าวถึงดาวซีริอุสครับ ตำนานที่เก่าแก่นับพันๆปีนี้สร้างความฉงนฉงายแก่นักดาราศาสตร์ไม่น้อยเลยทีเดียว ตำนานกล่าวถึงดาวฝาแฝดของดาวซีริอุสซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าของมนุษย์ (แล้วพวกเขารู้ได้อย่างไร ประหลาดไหม) ดาวดวงนี้โคจรเป็นวงรีรอบดาวซีริอุสที่เรารู้จักกันดี วงโคจรรอบหนึ่งกินเวลา 50 ปีของโลกมนุษย์ แน่ะ รู้ถึงขนาดนั้นเชียว คนป่าพวกนี้…
ตำนานนี้คงจะวนเวียนเล่าขานกันเฉพาะในหมู่ชนเผ่าโดกอน หากไม่เพราะนักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศสสองคน คือ [color=DarkRed]Marcel Griaule [/color]และ [color=Navy]Germain Dieterlen [/color]ได้จดบันทึกเรื่องราวจากนักบวชชาวโดกอน แล้วนำมาเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบในปี 1930 มาถึงตรงนี้ท่านคงจะรึกสึกทึ่งเล็กๆกับความรู้ของคนป่าพวกนี้แล้วสินะครับ ก็จะไม่ให้ทึ่งได้อย่างไรล่ะเออ ในเมื่อพวกเขารู้จักดาวดวงนี้มานับพันๆปี ทั้งที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เลย แถมดาวดวงนี้ยังมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอีก ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกดาวดวงนั้นว่า [color=Red]ดาวซีริอุส B [/color]ครับ เพิ่งมารู้จักและถ่ายรูปมันได้เมื่อมีการประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ขนาดยักษ์ในปี 1970 นี้เอง ล้าหลังคนป่าในแอฟริกาตั้งห้าพันกว่าปีแน่ะ
ดาวดวงที่ว่านี้ ตำนานของชาวโดกอนกล่าวว่า มีมนุษย์อาศัยอยู่ด้วยครับ เผ่าพันธ์ของพวกนี้เรียกตามภาษาโดกอนว่า นอมโมส( Nommos ) มีลักษณะคล้ายมนุษย์ปลา รูปร่างอัปลักษณ์เป็นที่หนึ่ง และดูเหมือนว่า ในตำนานของชนเผ่าโบราณที่เจริญมาในเวลาไล่เลี่ยกันก็กล่าวถึงมนุษย์เผ่าพันธ์นี้เอาไว้ด้วย เช่น บาบิโลเนี่ยน อัลคาเดีย รวมถึงตำนานของชนชาติสุเมเรียน แม้แต่ในอียิปต์ก็เช่นกัน มหาเทวีไอซิสของอียิปต์ ในบางครั้งจะถูกกล่าวแทนด้วยนามของนางเงือกแห่งลุ่มน้ำไนล์ จากรายละเอียดที่นักโบราณคดีศึกษามา ไอซิสก็มีความสัมพันธ์บางอย่างกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้า โดยเฉพาะดาวซิริอุสครับ
ทว่า รายละเอียดที่ทำให้นักวิชาการตาโตมันอยู่ตรงนี้เองครับ ชาวโดกอนเล่าว่า นอมโมสหรือมนุษย์ปลาพวกนี้ อาศัยกระจัดกระจายอยู่ตามดาวบริวารต่างๆที่โคจรรอบดาวซิริอุส พวกเขามายังโลกด้วย "หีบ" ที่หมุนวนอย่างรวดเร็วในอากาศ ยามใดที่ลงพื้นจะทำให้เกิดกระแสลมปั่นป่วนรวมทั้งเสียงอื้ออึง พวกเขานี้เองที่สอนให้ชาวโดกอนรู้จักพื้นฐานทางดาราศาสตร์ และสั่งให้นักบวชจดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับดาวซีริอุส B เอาไว้
ไม่เชื่อก็คงต้องเชื่อแหละนะครับ เพราะตำรับตำราโบราณของชาวโดกอนบันทึกรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับระบบสุริยะของเราไว้หลายอย่าง รายละเอียดเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ชาวนอมโมสถ่ายทอดให้พระชาวโดกอนฟังทั้งสิ้น เช่นว่า ดาวพฤหัสมีบริวารเป็นดวงจันทร์อยู่ 4 ดวง และถัดจากดาวพฤหัสมีดาวมหัสจรรย์ที่แวดล้อมไปด้วยวงแหวนหลายชั้น นั่นคือดาวเสาร์ เห็นหรือยังล่ะครับ ตำนานโบราณอายุห้าพันกว่าปีนี้มีความไม่ธรรมดาแฝงอยู่ในตัวของมันเอง หันมาดูมนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเราสิครับ เราเพิ่งรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้หลังจากที่กาลิเลโอประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง ห่างชั้นกันเห็นๆ (แซวเล่นน่ะครับ อย่างเพิ่งค้อนกันเลย)
[align=center][attach]1162[/attach][/align]
เรื่องของชาวโดกอนโด่งดังเอามากๆเมื่อ Robert K.G. Temple นำไปเขียนหนังสือชื่อ The Sirius Mistery แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์หย่ายหลายท่านออกมาแย้งว่า ข้อมูลพวกนี้ อาจจะมาจากนักดาราศาสตร์ชาวตะวันตกก็ได้ ที่เข้าไปพูดคุยกับนักบวชชาวโดกอน แล้วนักบวชเหล่านั้นก็เอามาผสมในตำนานของพวกเขาเสียเลย แหม… ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่นะครับเหตุผลนี้
ก็ดาวซีริอุส B น่ะค้นพบกันด้วยกล้องโทรทัศน์เมื่อปี 1862 แต่ชาวโดกอนมีพิธีเฉลิมฉลอง ว่าด้วยการแสดงความยินดีที่ดาวซีริอุส A และ B โคจรครบหนึ่งรอบมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 แล้ว นานนมกว่าชาวยุโรปจะค้นพบตั้ง 400 กว่าปี หรือจะบอกว่าเป็นนักดาราศาสตร์ชาวยุโรปไปสนทนากับพวกเขามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มันฟังไม่ขึ้นใช่มั๊ยล่ะครับท่านทั้งหลาย
[align=center][attach]1158[/attach][/align]
แต่ก็ใช่ว่าข้อโต้แย้งของนักวิทยาศาสตร์จะไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว ในเมื่อชาวโดกอนอ้างว่า วงโคจรของดาวซีริอุส B คือ 50 ปี แล้วทำไมงานฉลองการโคจรครบรอบของพวกเขาจึงจัดขึ้นทุกๆ 60 ปี แปลกเหมือนกันใช่ไหมครับ ข้อนี้นักบวชโดกอนก็ได้แต่อ้ำๆอึ้ง แล้วบอกว่า มันเป็นธรรมเนียมที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ พวกเขามีหน้าที่ปฏิบัติตาม ไม่ได้มีหน้าที่สงสัย ว่าเข้าไปนั่นเลย…
สาเหตุสำคัญที่ทำให้พบดาวซีริอุส B ก็คือ นักวิทยาศาสตร์รู้สึกแปลกใจกับการโคจรแบบแปลกๆของดาวซีริอุส A คือมันโคจรรอบอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น พวกเขาจึงตั้งข้อสังเกตุว่า มันต้องมีดาวแคระสีขาว หรือไม่ก็แบล็คโฮลอยู่บริเวณนั้น (อ่านรายละเอียดได้จากเรื่องแบล็คโฮลครับ) จากการค้นหาเป็นการใหญ่ทำให้มีการค้นพบดาวซีริอุส B ซึ่งเป็นดาวแคระสีขาวขึ้นมา
ไคลแม็กซ์ของเรื่องมันอยู่ตรงนี้เองครับ ตามตำนานของชาวโดกอน ยังมีดาวซีริอุสอีกหนึ่งดวง ที่เรารู้จักกันในนามของซีริอุส C ซึ่งดาวดวงนี้เองที่เป็นดาวฤกษ์ที่ดาวบริวารอันเป็นบ้านเกิดของมนุษย์ปลาทั้งหลายอาศัยอยู่ ใช่ครับ… ในตอนแรกไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้ จนกระทั่ง Daniel Benest และทีมงาน ผู้เสนอทฤษฎีที่ว่า ดาวซิริอุสเป็นดาวแฝดสามดวง ได้ทำการค้นคว้าดาวดวงที่เหลือในกลุ่มดาวสุนัขใหญ่และสุนัขเล็ก ในที่สุดพวกเขาก็พบมันจนได้ ดาวซีริอุส C ตามตำนานของชาวโดกอน มันเป็นดาวแคระสีแดงครับท่าน มีมวลแค่ 0.5 เท่าของดาวซีริอุส B การค้นพบครั้งนี้เอง ที่ทำให้คนที่ไม่เชื่อเรื่องตำนานมนุษย์ปลาจากดาวซีริอุสเริ่มมั่นใจขึ้นมาบ้างว่า ตำนานของพวกเขา คงไม่ใช่แค่นิทานเหลวไหลอีกต่อไป
ถึงดูเหมือนว่า เราจะพบบ้านเกิดของมนุษย์ปลานอมโมสแล้วก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังสรุปไม่ได้อยู่ดีว่า จะมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอยู่ที่นั่นจริงหรือไม่ เพราะอย่างน้อยตอนนี้ สภาพของระบบดาวในกลุ่มดาวของซีริอุส ไม่ได้ส่อแววเลยว่า จะมีอะไรเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้
[color=Red]สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้เป็นปริศนาที่ตีไม่แตกอีกตามเคย… เฮ้อ[/color]
พระเจ้าจากอวกาศ Part III
[quote]ไม่ได้ทำซีรี่ส์ Gods From Space ต่อซะนาน วันนี้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อยเกี่ยวกับชาวโดกอนมาครับ ว่าด้วยตำนานเกี่ยวกับมนุษย์ปลาจากระบบดาวซิรีอุสนั่นแล... /quote]สำหรับท่านที่เพิ่งจะเคยอ่านตอนนี้เป็นตอนแรก ก็ขอให้ย้อนกลับไปอ่านบทแรกๆเกี่ยวๆกับ[color=Navy]ชาวโดกอน[/color]กันก่อนนะครับ จะได้ทราบพื้นหลังเกี่ยวกับชนเผ่าโบราณของแอฟริกานี้เสียหน่อย ปัจจุบันเหลือชาวโดกอนอยู่น้อยครับ อาศัย กระจัดกระจายอยู่แถบเทือกเขา ฮอมบูรี ในประเทศมาลี ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา พวกเขามีความรู้ทางดาราศาสตร์อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะการรู้จักดาวซิรีอุส B ซึ่งเป็นดาวแคระสีขาวก่อนหน้าวงการวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนับพันๆปี ดาวซิรีอุส B ในภาษาโดกอนเรียกว่า [b]Po Tolo[/b] ครับ
คำว่า [b]Tolo[/b] หมายถึงดวงดาว ส่วนคำว่า [b]Po[/b] หมายถึงเมล็ดพันธ์เล็กๆ ตรงกับลักษณะที่เป็นดาวแคระสีขาวของซิรีอุส B ไหมล่ะครับ?
และตำนานตรงนี้ของชาวโดกอนก็มิได้เป็นเพียงตำนานอีกต่อไป เพราะปัจจุบันวงการดาราศาสตร์ยอมรับแล้วว่าดาวซิรีอุส B มีจริง
[align=center][attach]1163[/attach][/align]
นอกจากดาวซิรีอุส B แล้วยังมีดาวอีกดวงนะครับ ที่ชาวโดกอนระบุถึงในระบบของดาวซิรีอุส ดาวดวงนี้เรียกตามภาษาโดกอนว่า Emme Ya ซึ่งในวงโคจรของดาว Emme Ya นี้เองที่ชาวโดกอนยืนยันว่า มีดาวบริวารดวงหนึ่งโคจรรอบอยู่ และที่นั่นเป็นที่อยู่อาศัยของพระเจ้าของพวกเขาครับ ปัจจุบันวงการดาราศาสตร์ยังไม่มีการยืนยันตำแหน่งของ Emme Ya ครับ และเรื่องแปลกที่ผมเคยเล่าไปในตอนที่แล้วก็คือ นักดาราศาสตร์ เพิ่งค้นพบดาวดวงอื่นๆในระบบซิรีอุสในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เท่านั้น แต่ก็ยังไม่สามารถถ่ายรูปของมันได้จนกระทั่งช่วงปี 1970 นั่นแหละจึงประสบความสำเร็จ นับว่าตำนานที่ยืนยาวมาหลายพันของชนเผ่าโดกอนนี้เป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่งมากครับ ข้อเท็จจริงอื่นๆก็คือ พวกเขารู้มานานนมว่าดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ แถมมีปฏิทินใช้ตั้งสี่แบบ คือ สำหรับ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวซิรีอุส และ ปฏิทินสำหรับใช้บนดาวศุกร์ แปลกดีไหมล่ะครับ?
ตำนานของโดกอนยังมีรายละเอียดน่าสนใจอยู่อีก โดยเฉพาะเรื่องของ Nommos ซึ่งผมเคยเล่าไปแล้วบางส่วน Nommos เป็นสิ่งมีชีวิตที่เดินทางมาจาก [color=DarkRed][b]Emme Ya [/b][/color]ครับ ชาวโดกอนว่าเอาไว้อย่างนั้น ลักษณะของ Nommos ออกจะแตกต่างไปจากพระเจ้าที่เสด็จลงมาจากฟากฟ้าของคนโบราณชาติอื่นอยู่นิดหน่อย เรามาดูลักษณะของ Nommos กันหน่อยดีไหมครับ ตัดตอนมาจากหนังสือของฝรั่งเขาน่ะครับ ใครอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมก็เมล์มาทีหลังนะครับ
[list]
[*]พวก Nommos อาศัยอยู่ในน้ำ
[*]พวกเขาลงจากห้วงอวกาศเพื่อเยือนโลกเมื่อนานมาแล้ว ด้วยเรือที่บินบนฟ้าได้ เรือนี้ลงบนพื้นดินด้วยขาตั้งสามขา (a space ship with 3 triangular legs landed)
[*]ลักษณะทางกายภาพของ Nommos ดูคล้ายมนุษย์
[*]พวกเขาลงมายังโลกเพื่อหาแหล่งน้ำ และพัฒนาแหล่งน้ำ
[*]พวกเขาดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำ มากกว่าสะเทินน้ำสะเทินบก
[*]Nommos สามารถเดิน อาศัย ตลอดจนพูดคุยอยู่บนบกได้เหมือนปกติ ทว่า ดูเหมือนพวกเขาจะชอบอาสัยอยู่ในน้ำมากกว่า
[*]Nommos ก็เหมือนพระเจ้าของชนเผ่าอื่นๆ คือสัญญาว่าจะกลับมายังโลกนี้เมื่อเวลาอันสมควรมาถึง
[/list]
เป็นบันทึกหรือตำนานที่กล่าวถึงสิ่งทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกที่ตรง และละเอียดชัดเจนกว่าชาติไหนๆมากครับ แทบไม่มีลักษณะของตำนาน หรือ นิทานปนอยู่เลย ชวนให้อดคล้อยตามไม่ได้นะครับ ว่า ในวงโคจรของระบบดาวซิรีอุส นอกจากดาวที่แสนสุกสว่างสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างดาวซิรีอุส A ดาวแคระสีขาวที่เพิ่งถูกค้นพบในปี 1978 อย่างซิรีอุส B รวมไปถึงดาวที่นักดาราศาสตร์ปัจจุบันยังไม่ค้นพบอย่างดาว Emme Ya ของชาว Nommos นั้น ในอดีตเคยมีอารยธรรมเกิดขึ้นมาแล้ว และหนึ่งในอารยธรรมนั้นได้มาเยือนโลกเราเมื่ออดีตกาลที่ผ่านมา
มีหลักฐานมากมายที่ชวนให้เชื่อว่าพระเจ้าของชาวโดกอนแห่งแอฟริกา ได้ปรากฏกายให้ชาติอื่น ที่เจริญซึ่งอารยธรรมในอดีตได้เห็นมาแล้ว สังเกตจากรูปวาด รูปสลักของคนโบราณ ที่กล่าวถึงพระเจ้าผู้มีเท้าเหมือนมนุษย์ แต่มีลักษณะและเครื่องทรงคล้ายเกล็ดปลา บางที ชาวโดกอนอาจเป็นมนุษย์ชุดสุดท้ายของโลกก็ได้ครับ ที่มีโอกาสติดต่อกับสิ่งมีชีวิตครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่เคยลงมาเยือนโลกในยุคสมัยของรุ่งอรุณแห่งอารยธรรม ทว่า การตามรอยของนักโบราณคดี ก็ทำให้ได้ร่องรอยของพระเจ้า หรือ Nommos ของชาวโดกอนได้จากชนชาติอื่นไม่น้อย เช่น ในอารยธรรมโบราณของ บาบิโลเนีย อียิปต์ หรือแม้แต่กรีก [align=center][attach]1165[/attach][/align]
ดูภาพนี้สิครับ ภาพของเทพเจ้าในชุดเกล็ดปลากับสิ่งที่เรียกว่า เสาแห่งแสงสว่าง ตามตำนานกล่าวว่า เสาต้นนี้มีความสามารถที่จะเคลื่อนย้ายดวงวิญญาณ จากมิติหนึ่งไปยังอีกมิติหนึ่งได้ เสาแห่งแสงสว่างยังสามารถที่จะเจาะหลุมในห้วงอวกาศ เพื่อสร้าง "ทางเดิน" หรือ "ประตู" จากที่ๆไกลแสนไกลมายังโลกมนุษย์ได้ในพริบตา
ฟังดูเหมือนภาพยนตร์เรื่อง Wormholes หรือ Stargates มากกว่าตำนานทางศาสนาของคนโบราณ จริงไหมครับ? แล้วจะมีใครว่าอะไรไหม หากผมตั้งสมมุติฐานว่า The Pillar Of Light อาจจะเป็นเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร ซึ่งสามารถย้ายวัตถุใดๆจากระบบดาวซิรีอุสมายังโลกได้ในเวลาไม่นานนัก
[align=center] [attach]1164[/attach][/align]
ส่วนสัญญลักษณ์ดาวหกเหลี่ยมเนี่ย คิดว่าคงคุ้นเคยกันดีในนามของดาวแห่งดาวิด หรือสัญญลักษณ์แห่งโซโลมอนของชาวฮีบรูว์โบราณ ส่วนในเอเชีย ดินแดนของชาวภารตะโบราณ เรียกสัญลักษณ์แห่งพระวิษณุครับ ในปางที่เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งมัจฉา
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของเทพเจ้าโบราณของบางชนชาติ ซึ่งนักโบราณคดีตีความแล้ว สรุปออกมาว่าน่าจะเป็นเทพองค์เดียวกัน เช่น "The Repulsive Ones" มนุษย์มัจฉาผู้ซึ่งชาวบาบิโลเนี่ยนโบราณกล่าว่า เป็นผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมของพวกเขา เทพผู้มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาเทพเจ้าเหล่านี้ คือ อวนเนสครับ (OANNES or OE) ตามตำนานบอกว่า กำเนิดออกมาจากไข่ศักดิ์สิทธิ สำหรับชาวสุเมเรี่ยนก็มี Enki หรือ Ea ครับเป็นเทพที่อาศัยอยู่ในปราสาทใต้ทะเลที่เรียกว่าแอพซู Enki ยังเป็นผู้สร้างมนุษย์คนแรกของโลกคือ Adam อีกด้วย
อยู่ใกล้ๆกับสุเมเรียนครับ ชนเผ่าโบราณที่มีที่มาดำมืดอีกเผ่าหนึ่ง ชาวฟิลิสไตน์ พวกเขาก็มีเทพเจ้าชื่อ Dagon และ Atagis เช่นกัน เทพทั้งสองมีร่างเป็นมนุษย์ มีครีบและหางเหมือนปลา อีกองค์หนึ่งเป็นของกรีซโบราณ เทพโปรเมเทอุสผู้สามารถเปลี่ยนร่างเป็นปลาได้ อาศัยอยู่ในถ้ำครับ แหล่งพลังงานของโปรเทอุสคือแสงจากกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ ที่นับดาวซิรีอุสรวมอยู่ด้วย
แถมท้ายอีกนิดนึงสำหรับเรื่องของชาวโดกอน ความรู้ทางดาราศาสตร์ของพวกเขาตกทอดกันมาแบบปากต่อปาก และสืบทอดมาเฉพาะเหล่านักบวช พวกเขาก็เหมือนคนป่าคนดอยทั่วไป คือไม่ยอมไว้ใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะพวกคนขาว ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เรื่องของพวกเขาจะเป็นแค่เรื่องแต่ง หรือนิทาน เพราะตกทอดกันมานับเป็นพันๆปีแล้ว ก่อนหน้าที่นักดาราศาสตร์จะค้นพบดาวซิรีอุสเป็นไหนๆ
ก็คงจะพอแค่นี้ก่อนสำหรับเรื่องของชาวโดกอน อันดับต่อไปเราจะเหินฟ้าจากแอฟริกาสู่เอเชียไมเนอร์กันบ้าง ที่นั่นมีหลักฐานของพระเจ้าจากอวกาศเยอะแยะไปหมดครับ ผมจะทยอยนำมาลงเรื่อยๆ (ถ้ายังไม่เอียนกันเสียก่อนนา...)
[b][color=Red][align=right]By Sonic[/align][/color][/b]
[b][align=right]สงวนลิขสิทธิ์โดย © Mythland.org All Right Reserved.[/align][/b][/size]
หน้า:
[1]
,